เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
VIEW: 2446

 เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน
 

โดย  นางสาวณิชาภัทร เจษฎาพันธ์  



 

     คุณเคยคิดไหมว่าถ้าคุณกำลังจะตายในอีก 1อาทิตย์ 10 สิ่งที่คุณอยากจะทำก่อนตายมีอะไรบ้าง ? คนส่วนมากมักจะลืมคิดและไม่ค่อยจริงจังที่จะคิดสักเท่าไหร่ เพราะใครจะไปคิดว่าจะมีเวลาชีวิตเหลืออีกเพียงนิดเดียว 

     ฉันอายุ 24 ปีกำลังเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่คิดว่ายังมีเวลาชีวิตเหลืออีกมากมายแต่อะไรก็ไม่แน่นอน เมื่อฉันทราบว่าฉันเป็นมะเร็งเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งมีก้อนใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตรอยู่บริเวณรังไข่และมดลูกและมีก้อนเล็กๆกระจายอยู่เต็มท้องลามไปถึงบริเวณผิวตับ นั่นทำให้ฉันเริ่มรู้ว่าเวลาของฉันอาจจะเหลือไม่มากนัก และจึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันเริ่มเปลี่ยนความคิดของตัวเองว่า ฉันจะไม่ยอมแพ้ ฉันจะต้องหาย และฉันจะต้องสู้กับมันให้ได้ เพื่อที่ฉันจะได้มีเวลาใช้ชีวิตบนโลกนี้ได้อีกนานๆ 

ประการแรกที่ฉันเปลี่ยนคือความคิดและพฤติกรรมของตัวเองฉันรักและใส่ใจตัวเองมากขึ้น เลือกกินในสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ จากที่เมื่อก่อนฉันชอบกินเนื้อย่างและหมูกระทะมาก แต่ปัจจุบันได้เลิกกิน เพราะว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพร่างกาย ฉันเริ่มทำอาหารด้วยตนเอง เปลี่ยนมาใช้ดอกเกลือแทนเกลือทั่วไป ไม่ใส่น้ำตาลในอาหาร กินผักและผลไม้มากขึ้น เลี่ยงของทอด ของย่าง และขนมหวาน 

     ฉันพยายามกินอาหารปรุงสุกใหม่ ไม่กินอาหารค้างคืน และไม่กินอาหารสำเร็จรูป นอกจากเรื่องกินแล้วฉันยังใส่ใจในการเลือกซื้อของใช้มากขึ้น โดยการเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นธรรมชาติ เช่น สบู่ แชมพู ฯลฯ จากที่เมื่อก่อนฉันจะชอบอ้างว่าไม่มีเวลา แต่เมื่อป่วยเป็นมะเร็ง ทำให้ฉันต้องออกจากงานเพื่อมารับยาเคมีบำบัดและพักรักษาตัวจึงทำให้ฉันมีเวลาพักผ่อนและมีเวลาว่างมากขึ้น ฉันจึงใช้เวลาที่มีทำในสิ่งที่ฉันชอบและสิ่งที่ฉันอยากจะทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำเช่น วาดรูป ระบายสี เข้าค่ายศิลปะบำบัด ดูหนัง ทำอาหาร ท่องเที่ยวอ่านหนังสือ และหันมาออกกำลังกาย รวมถึงใส่ใจและดูแลตัวเองให้มากขึ้น อีกสิ่งที่สำคัญคือเลิกคิดมาก เลิกเครียด และรู้จะปล่อยวาง


 


 

ประการที่สองที่ฉันเปลี่ยนคือเปลี่ยนความคิดต่อคนรอบข้างก่อนที่ฉันจะป่วยเป็นมะเร็ง ฉันเคยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน ตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีใครรัก ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้าง แต่เมื่อฉันป่วยเป็นมะเร็ง ทำให้ฉันรู้ว่าฉันคิดผิด เพราะในความเป็นจริงมีคนรักและเป็นห่วงฉันจำนวนมาก 

     มีคนมากมายมาให้กำลังใจฉันทั้งทางเฟสบุ๊คและไลน์ บางคนโทรศัพท์มาหา หรือบ้างก็มาเยี่ยมถึงที่บ้านและโรงพยาบาลเลยก็มี หรือบางคนถึงจะไม่ได้มาเจอหน้าแต่ก็ยังคิดถึงคอยอธิษฐานภาวนาให้ฉันหายป่วยและมีสุขภาพดี ฉันต้องขอขอบคุณในน้ำใจและความห่วงใยที่ทุกคนมีให้ 

     ฉันรู้สึกดีและสุขใจที่รู้ว่ายังมีคนอยู่เคียงข้างฉันอีกมากมาย ฉันไม่ได้ต่อสู้กับโรคมะเร็งเพียงลำพัง ครอบครัวคือพลังและกำลังใจสำคัญของฉัน มีบางครั้งที่ฉันรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ และไม่มีแรงที่จะต่อสู้ ทุกคนในครอบครัวฉันจะคอยอยู่เคียงข้าง มอบความรัก ความอบอุ่น โอบกอด คอยซับน้ำตา ทำให้ฉันกลับมายิ้มสู้ได้อีกครั้ง นั่นทำให้ฉันยิ่งรู้ว่าครอบครัวรักฉันมากเพียงไรเมื่อใดที่ฉันมีโอกาสฉันจะออกไปใช้เวลาผักผ่อนและทำกิจกรรมกับคนที่ฉันรัก และไม่ลืมที่จะบอกรักคนพวกเขาด้วย

 

ประการสุดท้ายที่ฉันเปลี่ยนคือเปลี่ยนมาคิดและทำเพื่อคนอื่นมากขึ้น เมื่อฉันป่วยเป็นมะเร็ง ทำให้ฉันกลับมาคิดทบทวนกับตัวเองว่า ฉันเกิดมาทำไม และฉันอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่อทำอะไร คำตอบที่ได้คือฉันอยากให้ชีวิตฉันมีประโยชน์ต่อผู้อื่น ฉันจึงสร้างเพจเฟสบุ๊คของตัวเองขึ้น เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของฉันและส่งต่อกำลังใจถึงผู้อื่น ฉันหวังว่าคนที่เข้ามาอ่านเพจและคนที่ติดตามชีวิตฉันจะได้รับพลังและกำลังใจเหมือนกับที่ฉันได้รับ และอยากให้พวกเขาได้เข้าใจชีวิตของคนที่ป่วย เมื่ออ่านเพจแล้วฉันอยากให้ทุกคนได้รู้สึกว่าดีขนาดไหนที่เขาสุขภาพดีและมีโอกาสได้ใช้ชีวิต พวกเขาสามารถที่จะมีความสุขและทำอะไรที่อยากทำได้โดยปราศจากข้อจำกัดด้านสุขภาพรวมถึงฉันอาจจะเป็นอีกจุดเปลี่ยนหนึ่งที่ทำให้คนอื่นหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น 

     ฉันมองว่าประสบการณ์การเป็นมะเร็งทำให้ฉันเข้าใจคนที่เจ็บป่วยมากขึ้น ฉันจึงสามารถที่จะให้คำแนะนำ หนุนใจ และเสริมกำลังใจให้กับผู้ป่วยคนอื่นด้วยความเข้าใจการคิดถึงคนอื่นมากกว่าคิดถึงตนเอง ยิ่งกลับทำให้ฉันมีพลังที่จะทำสิ่งต่างๆมากยิ่งขึ้น เพราะฉันรู้สึกว่าชีวิตฉันมีความหมายและมีคุณค่าต่อผู้อื่น เมื่อต้องจากโลกนี้ไป เราไม่สามารถนำอะไรไปด้วยได้แต่เราเลือกได้ว่าเราจะฝากอะไรไว้กับโลกนี้

ความคิดนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก ฉันเชื่อว่าแม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายสักเพียงใด แต่จะต้องมีเรื่องดีๆซ่อนอยู่ ขอเพียงแค่เรามองหาเรื่องดีในสถานการณ์นั้นให้พบ และรับมันเข้ามาเป็นพลังบวกให้กับชีวิต เหมือนกับประโยชน์ที่ว่า “Feed your mind with positive thoughts, and attract great things in to your life.” แค่เราคิดบวกและมองโลกในแง่ดี ทุกอย่างก็จะดีขึ้นและโลกก็จะน่าอยู่มากขึ้น

    สำหรับฉันแล้วเมื่อโรคมะเร็งคือความจริงที่ต้องยอมรับ ฉันจึงปรับเปลี่ยนความคิดต่อสิ่งที่ฉันต้องเผชิญ เมื่อนั้นชีวิตฉันก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ฉันขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นและขอบพระคุณที่ฉันยังมีลมหายใจอยู่ในทุกวันนี้ จากความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นคำขอบคุณ จากความทุกข์ทรมานเปลี่ยนเป็นความเชื่อ ความหวัง และความวางใจสุดท้ายนี้ไม่ว่าเวลาข้างหน้าจะเหลืออีกเท่าไหร่ฉันจะก้าวต่อไปพยายามทำทุกวันให้ดีที่สุดและอยู่อย่างมีความสุขในทุกวัน

 


ลิงค์ที่น่าสนใจ