ฉันจบปริญญาเอก...มะเร็ง
VIEW: 5426

ฉันจบปริญญาเอก...มะเร็ง

(มะเร็งเต้านม)

 

 
โดย ดร.สุนันทา  นิยมศิลป์
     
 

     รศ.นพ.นรินทร์ วรวุฒิ ในฐานะแพทย์ผู้ให้การรักษา กล่าวถึง ดร.สุนันทา นิยมศิลป์ ในงาน      มะเร็งเต้านม มหันตภัยร้ายใต้ทรวงอกว่าดร.สุนันทา  นิยมศิลป์ เป็นนิสิตปริญญาเอกที่อายุมากที่สุด ในประเทศไทย เริ่มเป็นมะเร็งเต้านมตอนอายุเกือบ 70 ปี ตอนนั้นท่านตัดสินใจทำปริญญาเอกใบที่  2 ไม่ใช่ใบแรก จะเห็นว่าแม้เป็นมะเร็ง แต่ท่านมีความหวัง มีพลัง มีกำลังใจ ที่จะศึกษา และในที่สุดก็จบ  ปริญญาเอกใบที่ 2 เรียบร้อย พร้อมกับหายขาดจากโรคมะเร็ง

 
ฉันชื่อ สุนันทา  นิยมศิลป์ เป็นคนชอบตรวจสุขภาพ ตรวจหลายๆ อย่างตลอดเวลา ก่อนพบมะเร็งเต้านมก็ไม่ได้มีอาการใดๆ วันนั้นไปธุระที่โรงพยาบาล เมื่อเสร็จธุระเห็นว่ามีเวลาเหลือพอจึงไปตรวจมะเร็งเต้านมทั้งที่ยังไม่ถึงกำหนดตรวจประจำปี หมอพบว่าที่เต้านมมีเม็ดเล็กๆ น่าจะใช่มะเร็ง และก็ใช่จริงๆ ตอนรู้ว่าเป็นมะเร็งนั้น ฉันยอมรับเลยว่าไม่กลัว แม้เป็นตอนอายุมากแล้วก็ไม่เคยท้อ เมื่อไม่กลัวก็หาวิธีว่าต้องรักษาอย่างไร แล้วสรุปกับตัวเองได้ว่า โรคมะเร็งนั้นต้องรักษาตลอดชีวิต
 
ฉันให้หมอตรวจทุกอย่างทั้งร่างกาย โชคดีของการตรวจพบเร็วคือ ฉันยังเป็นมะเร็งเต้านมระยะแรก มะเร็งยังไม่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง หมอถามก่อนเข้าห้องผ่าตัดว่า “คุณจะผ่าตัดเต้านมออกให้หมดหรือไม่” ฉันตอบตกลงทันที ไม่กังวลเกี่ยวกับการผ่าตัด เพราะเคยผ่าตัดใหญ่มาแล้ว 9 ครั้ง ครั้งนี้ก็แค่ครั้งที่ 10 หลังการผ่าตัด ฉันตัดสินใจไม่รับเคมีบำบัดหรือฉายรังสี เนื่องจากอายุมาก เป็นโรคประจำตัวหลายอย่าง ประกอบกลับไม่รู้ว่าการรักษามันจะร้ายแรงหนักหนาสาหัสเพียงใด กลัวร่างกายรับไม่ได้ ฉันจึงเลือกทางอื่น คือ เลือกใช้ยาน้ำเทียนเซียน ซึ่งก็ใช้มากว่า 10 ปีแล้ว เพื่อดูแลสุขภาพให้ดีมาโดยตลอด
 
ฉันต้องขอบคุณ อ.นรินทร์  วรวุฒิ ผู้ให้การรักษา รู้สึกโชคดีที่เป็นคนไข้ของท่าน ฉันรักษาและติดตามผลกับท่านมา 10 กว่าปีแล้ว  ปฏิบัติตามคำแนะนำทุกอย่าง พบหมอตามกำหนดนัดหมาย และรับประทานยาตามหมอสั่งทุกชนิด อ่านฉลากยาอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้แพ้ยา ฝึกดูผลเลือดให้เป็น เก็บผลไว้ทุกครั้งเพื่อเปรียบเทียบกับคราวต่อไป และทุกปีฉันยังต้องมีการตรวจใหญ่ 1 ครั้ง เพราะถ้ามีสิ่งแปลกปลอมจะได้แก้ไขทัน เคยตรวจถึงขั้นดีเอ็นเอ เพื่อจะได้รู้ว่าใช้ยาอะไรได้หรือไม่ได้ผล ถึงทุกวันนี้ฉันพบหมอมาเป็นร้อยๆ แล้ว 

 
       ตั้งแต่ทราบว่าเป็นมะเร็งนอกจากรักษาแล้ว ฉันก็เริ่มจัดระเบียบพฤติกรรมต่างๆ ใหม่หมด ตั้งแต่เรื่องอาหาร ออกกำลังกาย และพยายามปรับสภาพจิตใจให้สบายๆ ไม่วิตกกังวล ซึ่งโชคดีที่ฉันเป็นคนไม่เครียดอยู่แล้ว พยายามลด โลภ โกรธ หลง การรักษาใจก็เท่ากับรักษาโรค
 
       ผู้ป่วยทุกคนต้องเข้าใจว่ามะเร็งรักษาหายได้ จงลืมว่าเป็นมะเร็ง ในที่สุดมะเร็งก็ลืมเรา มีสิ่งใดที่ทำให้จิตสงบ ใจสบาย ก็ควรทำ เช่น การช่วยคนอื่นให้มีความสุขทำให้เราสบายใจก็ควรทำ ใช้หลักเมตตา ฉันมีความสุขมากเมื่อเข้าทำกิจกรรมสำหรับผู้ป่วยต่างๆ ร่วมช่วยให้เขามีความสุข เราก็มีสุขด้วย นอกจากนี้ ฉันได้เข้าเป็นผู้พิพากษาสมทบ  เพื่อได้มีโอกาสช่วยเยาวชนที่กระทำความผิดให้กลับเป็นคนดี ความสุขอีกอย่างของดิฉัน คือ การอ่านหนังสือ เรียนปริญญาเอกฉบับที่ 2 ค่อนข้างหนักมาก แต่ก็มีความสุขมาก
 


ลิงค์ที่น่าสนใจ