จดหมายเปิดผนึกถึงผู้ป่วยโรคมะเร็ง
VIEW: 5120

   
              จดหมายเปิดผนึกถึงผู้ป่วยโรคมะเร็ง   
                       (มะเร็งต่อมน้ำเหลือง)                          
                  โดย  นายแพทย์ สวี่ ต๋า ฟู

    

    เมื่อผมทราบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งแล้ว ผมผวาตกใจเหมือนทุกๆ คน “ทำไมต้องเป็นผม” ต่อมาคิดด้วยความผวากลัวว่า “ผมใกล้จะตายแล้ว” แต่โรคมะเร็งเกิดขึ้นอย่างไรล่ะ ในโลกนี้แทบจะไม่มีคนสามารถตอบคำถามของคุณได้ ทำไมแพทย์จะต้องผ่าตัด รักษาด้วยเคมีหรือรังสีรักษา เพราะพวกเขาไม่ทราบว่าโรคมะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นจะต้องตัดออกไปด่วน จะต้องฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายด้วยสารเคมีที่มีพิษหรือรังสีโดยเร็ว ในที่สุดประสบผลสำเร็จไหม ถ้าหากประสบผลสำเร็จแล้ว ทำไมการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งยังเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของมนุษย์ เช่นที่ไต้หวันทุก 8 วินาที ก็จะมีคนหนึ่งคนเป็นโรคมะเร็ง แต่ละปีมีหลายหมื่นคนเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง เห็นได้ชัดว่า การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันนี้ยังมีข้อบกพร่อง ยังไม่สมบูรณ์ ตอนนี้คุณอาจคิดว่า “งั้นมีอยู่ทางเดียวคือตาย” ถ้าหากถึงตอนนี้คุณยังคิดต่อว่าฟ้าไม่ยุติธรรมขมวดคิ้วกลุ้มใจ ก็จะต้องตายจริงๆ แล้วตรงกันข้าม ถ้าหากสามารถปล่อยวาง เผชิญหน้ามัน ยอมรับมัน ก็จะสบายใจขึ้นมาก ต่อไปนี้ผมจะเล่าประสบการณ์ของผมในฐานะนายแพทย์คนหนึ่ง และเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งคนหนึ่ง คนที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับคุณ

 

 

        เมื่อผมรู้ว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้ว ก็เคยมีประสบการณ์ผวากลัวเช่นกัน จำได้ว่าตอนนั้นเมื่อผมได้รับทราบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งบริเวณลำไส้ตรงระยะที่สามแล้ว สมองก็เวิ้งว้าง ไม่มีสมาธิ สิ่งแรกที่ผมทำหลังจากมีสติขึ้นมาคือ เขียนพินัยกรรม หลังจากเขียนเสร็จแล้ว ผมก็ตั้งใจไปโรงพยาบาลเพื่อเตรียมรักษา ในระหว่างพักที่โรงพยาบาล ผมไม่ได้เอาแต่นอนถอนหายใจบนเตียง แต่กลับอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับโรคมะเร็งอย่างแข็งขัน ผมจึงพบว่ามีสูตรลับรักษามะเร็งมากมาย อาทิ ยาน้ำเทียนเซียน ฝึกกำลังภายใน การนวดฝ่าเท้า เป็นต้น เมื่อผมยิ่งทราบข่าวสารความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งมากขึ้น ผมยิ่งสบายใจมากขึ้น เพราะผมคิดได้ว่า มันไม่ใช่ต้องตายลูกเดียวแต่เหมือนจะมีทางเลือกไม่น้อยแล้ว

 

 

        แม้ว่าผมเป็นผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมณระบบประสาทและสมองที่มีประสบการณ์ในการรักษาโรคก็ตาม แต่ตราบใดที่ป่วยแล้วก็เป็นคนไข้คนหนึ่ง หลังจากอ่านหนังสือสิบกว่าเล่มแล้ว ผมเริ่มนอนทบทวนและเข้าใจในที่สุดว่า “ที่แท้โรคมะเร็งเป็นเพียงโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งมิอาจทำให้คนเสียชีวิต การที่คนตายจากโรคมะเร็งก็เพราะภูมิคุ้มกันของตนลดลง” และการลดลงของภูมิคุ้มกันเกิดมาจากความหวาดกลัว การนอนไม่หลับ สภาวะโภชนาการไม่สมดุลและภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาของคนไข้

 

 

       เซลล์มะเร็งนั้นเดิมเป็นเซลล์ปกติ การที่เป็นมะเร็งก็เพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษจนเปลี่ยนสภาพ ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษส่วนใหญ่มาจากอาหารการกิน น้ำและอากาศ ดังนั้นการป้องกันโรคมะเร็งจึงต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษก่อนอื่นใด การที่แพทย์ให้การรักษาทางเคมีหรือการผ่าตัด เป็นเพียงการรักษามะเร็งเท่านั้น แต่มะเร็งจะเกิดขึ้นใหม่หากสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดมะเร็งไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะแพทย์แผนปัจจุบันนึกว่าตนให้การรักษาที่ถูกหลักวิทยาศาสตร์ จึงดูถูกแนวความคิดและสูตรลับบางอย่างโดยเรียกว่าขาดความน่าเชื่อถือ แต่สิ่งที่เราได้เห็นในการรักษาโรคมะเร็งของแพทย์แผนปัจจุบันคือ มะเร็งหายชั่วคราวและเกิดใหม่อีกในไม่ช้า พวกเขาจ่ายยาพิษชนิดต่างๆ ที่เรียกว่าการรักษาด้วยเคมี ที่แท้แพทย์ทุกคนทราบดีว่า การรักษาด้วยเคมีบำบัด จะรักษาไปและก้าวสู้ความตายไป เพราะการรักษาด้วยเคมีเป็นการทำลายภูมิคุ้มกันของคนไข้ ผลการรักษาก็มีขีดจำกัด ยกเว้นโรคมะเร็งบางชนิดซึ่งมีน้อยมาก


 

ตั้งแต่ป่วยเป็นโรคมะเร็งจนทุกวันนี้ ผมได้รับข่าวสารใหม่ตลอดมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผมในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ช่วงที่ผมตัดสินใจว่าจะไม่ผ่าตัดนั้น ทำให้ญาติสนิทมิตรสหายพากันตกตะลึง พวกเขาพยายามพูดโน้มน้าวให้ผมรับการผ่าตัด แต่ผมตัดสินใจแล้ว ซึ่งไม่ใช่ทำไปอย่างไร้ความรู้หรือไร้จุดหมาย แต่เป็นการตัดสินใจหลังการคิดพิจารณามานาน คนไข้โรคมะเร็งทุกคนถ้าอยากอยู่รอดชีวิตต่อไป ต้องศึกษาหาความรู้และข้อมูลต่างๆ พอสมควร เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอ

 

 

        ประสบการณ์ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งของผมกล่าวได้ว่าสบายมาก ในนี้มีพลังผลักดันสำคัญอย่างหนึ่งคือ ไม่กลัว เมื่อคุณไม่กลัวแล้ว ก็จะไม่นั่งรอความตาย ตรงกันข้าม จะบอกตนเองอย่างกระตือรือร้นทุกวันว่า “ชีวิตมีค่ามาก ต้องอยู่ให้รอด” ผมขอเสนอประสบการณ์ที่ประสบเองให้กับเพื่อนคนไข้โรคมะเร็ง ดังนี้

 

 


   1.ใช้ชีวิตอย่างปกติ นอนเร็วตื่นเร็ว ช่วยให้สดชื่น

 

 

   2.ปล่อยวางงานที่มากเกินไป ลดความกดดัน

 

 

   3.ดื่มน้ำสะอาด

 

 

   4.รับประทานเรียบง่าย พยายามให้ได้อาหาร “สี่ต่ำหนึ่งสูง” อาหารที่มีโปรตีนต่ำ ไขมันต่ำ น้ำตาลต่ำ โซเดียมต่ำ เส้นใยสูง พยายามรับประทานอาหารธรรมชาติลดการทานอาหารแปรรูป

 

 

   5.ออกกำลังกายวันละ 2 ชั่วโมง

 

 

   6.ดื่มยาน้ำเทียนเซียน ยาจีนสมุนไพรที่ผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์

 

 

        สำหรับยารักษาโรคมะเร็งที่ญาติสนิทมิตรสหาย มากมายแนะนำมา ไม่ว่าจะเป็นยาจีนสูตรชาวฮั่น หรืออาหารเสริมสุขภาพก็ตาม ผมจะตรวจสอบตัวเลขทดลองและวิทยานิพนธ์ตามมาตรฐานทางวิชาการ ถ้าสิ่งที่เรียกว่าอาหารหรือยาช่วยต้านโรคมะเร็งเหล่านี้ สามารถผ่านมาตรฐานที่ผมกำหนดเอง ผมก็จะทดลองใช้ด้วยตนเอง ซึ่งการทำเช่นนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ผมค้นพบวิธีรักษาผสมผสานที่เหมาะสมที่สุดให้แก่ตนเองและคนไข้โรคมะเร็งอีกมากมายได้ การต่อสู้กับโรคมะเร็งสำหรับผมไม่เพียงแต่สบายๆ เท่านั้น หากยังได้ผลจริงด้วย

 

        ผมไม่ต่อต้านการรักษาแผนปัจจุบัน แต่ต้องพอสมควร หากรับแต่การรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเดียว แต่ไม่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ผมขอยืนยันว่าคุณจะประสบความล้มเหลวแน่นอน ตรงกันข้าม หากปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษในการรักษาแล้ว ร่างกายยิ่งนานวันจะยิ่งแข็งแรงขึ้น จนกระทั่งเนื้องงอกยุบลงหรือหายไป ถึงเวลานั้นก็พิจารณายุติการรักษาได้แล้ว   

 

แนะนำ นายแพทย์ สวี่ ต๋า ฟู

 

 

     -  เคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมระบบประสาทและสมอง ศูนย์การแพทย์ฉางเกิงหลินโขว่ 
     -  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยรักษาประสาทสมองของศูนย์การแพทย์ซุนจงซาน (NCRC) 

     -  รองผู้อำนวยการฝ่ายรักษาโรคของโรงพยาบาลหลินซิน นครไทจง 
     -  เป็นผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมระบบประสาทและสมองที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในและนอกไต้หวัน 

 


        เขาป่วยเป็นมะเร็งเมื่อปี 2003 โดยเป็นมะเร็งลำไส้ตรง ระยะ 3 ลามไปต่อมน้ำเหลือง ปฏิเสธการผ่าตัด ทำแค่ฉายรังสี  รับเคมีบำบัดเพียง 1 ครั้ง  ทนไม่ได้ก็หยุดการให้ จากนั้นฝึกชี่กง รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอย่างจริงจัง 1 ปีต่อมา รู้จักยาน้ำเทียนเซียนและใช้มาจนทุกวันนี้ โดยหลังจากปฏิเสธการรักษา เขาไม่เคยกลับไปตรวจติดตามผลขนาดก้อนมะเร็งอีกเลย  แค่ตรวจสอบสุขภาพตนเองให้แข็งแรง  ออกกำลังกาย  และดูแลสภาพจิตใจให้มีความสุข



ลิงค์ที่น่าสนใจ