ชีวิตใหม่หลังมะเร็งพ่าย
VIEW: 5716

ชีวิตใหม่หลังมะเร็งพ่าย  
( มะเร็งเต้านม )    

 


โดย   นิภา  ธไนศวรรยางกูร
     

         วันนี้ได้มีโอกาสมาเล่าเรื่องราวก็เพราะเพื่อนร่วมงานต่างลงความเห็นว่า  “คุณแข็งแรงและดูดีมาก” หลังจากที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรง ต้องรับการรักษาเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

      ย้อนเวลากลับไปในวันแรกที่คลำพบก้อนที่เต้านมซ้าย จนกระทั่งรู้แน่ชัดว่าเป็น มะเร็งเต้านม ฉันรู้สึกสับสน วิตกกังวล จะทำอย่างไร จะรักษาที่ไหน เหนือสิ่งอื่นใดฉันต้องช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด เพราะฉันอยู่กับลูก 2 คนที่ต่างจังหวัด สามีทำงานกรุงเทพฯ จะกลับมาบ้านเฉพาะในวันหยุด ในที่สุดฉันตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าดีที่สุดในกรุงเทพมหานคร ถึงแม้ว่าจะต้องเดินทางลำบากแต่ฉันก็พบเห็นว่ามีคนที่มาไกลกว่าฉันมากมายเขายังมากันได้ เช่น ภูเก็ต อุดร สุไหงโกลก บางคนมารับเคมีบำบัดแล้วขึ้นเครื่องบินกลับบ้านที่ จ.อุดร ก็มี

           เนื่องจากขนาดก้อนที่เต้านมประมาณ 8-9 เซนติเมตร และมีอาการปวด ฉันจึงได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด 4 ครั้งก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัดเคมีบำบัดอีก 4 ครั้ง และฉายแสงอีก 25 ครั้ง ประสบการณ์จากผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดครั้งที่ 1 ทำให้กินไม่ได้ ดังนั้นการรับยาเคมีบำบัดครั้งที่ 2 พบว่าซีด ต้องให้เลือดหลังจากที่ได้รับเคมีบำบัดแล้ว ฉันเริ่มตั้งสติที่จะพยายามดูแลตนเองให้ดีเพื่อให้การรักษาสิ้นสุดโดยเร็ว ด้วยการศึกษาข้อมูล หนังสือจากประสบการณ์ของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง อินเตอร์เน็ต  สอบถามแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ดูตัวอย่างผู้ป่วยรายอื่น เช่น ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีอาการลุกลามไปที่อวัยวะอื่นๆ ได้แก่ ปอด ตับ กระดูก บางรายเป็นมะเร็งที่สมอง มะเร็งที่ปอด ที่สำคัญบางคนอายุมากและมีโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง  ทั้งๆ ที่ขณะนั้นผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดและอาการปวดจากก้อนมะเร็ง ทำให้สมองรับรู้ไม่ได้เหมือนปกติ ฉันเริ่มให้กำลังใจตนเองว่าถึงอย่างไร ฉันก็ไม่มีโรคประจำตัว  ที่สำคัญฉันเห็นบางคนที่มารับเคมีบำบัดช่วงเช้าแล้วก็ต้องรีบกลับไปทำงานช่วงบ่าย แต่ฉันยังลางานได้ ฉันยังโชคดีกว่าคนอื่นมากมาย ฉันต้องเข้มแข็งเพื่อให้การรักษาเกิดผลดีกับตนเองมากที่สุด เส้นเลือดที่ถูกแทงเข็มเพื่อให้ยาก็สำคัญมาก ต้องรักษาไม่ให้เส้นแตก ด้วยการบริหารมือ หลายครั้งที่ฉันท้อแท้ แต่เมื่อได้เห็นผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่มีอาการหนัก ฉันจะรู้สึกมีกำลังใจและพร้อมที่จะฝ่าฟัน การได้พูดคุยกับผู้ป่วยด้วยกันทำให้มีกำลังใจและได้รับข้อมูลในการปฏิบัติตัว โดยเฉพาะในรายที่มะเร็งเต้านมลุกลามไปที่กระดูก ต้องใช้เวลานาน แต่เขาเหล่านั้นก็ยังสู้และดูดี  ผู้ป่วยบางรายดูไม่ออกเลยว่ามารักษา ดูเหมือนคนปกติทั่วไป  อยากบอกว่าหลายๆ คนช่างดูสวยเหลือเกิน
 
           ระยะเวลาในการรักษา 1 ปี ฉันไปพบแพทย์ด้วยตัวเองคนเดียวโดยตลอด คุณเชื่อหรือไม่ว่า ฉันนอนอยู่ที่โรงพยาบาลในช่วงที่รับการผ่าตัดที่เต้านม 7 วันเท่านั้น ถ้าฉันไม่รอพบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อเรียนรู้การปฏิบัติตน ฉันก็คงกลับบ้านได้ตั้งแต่วันที่ 4 หลังทำผ่าตัดแล้ว ไม่ใช่ว่าฉันเก่ง แต่เพราะว่าหลังผ่าตัดเมื่อฉันฟื้นหลังจากดมยาสลบแล้ว ฉันก็ลุกไปห้องน้ำได้ แรกๆ ฉันคิดว่าจะต้องเจ็บแผลมาก แต่ตรงกันข้ามฉันไม่รู้สึกเจ็บเพราะชาบริเวณที่ทำผ่าตัด ทำให้ได้เข้าใจว่าระบบการรักษาในปัจจุบันดีมาก ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้เร็ว ทำให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ฉันรู้สึกอบอุ่นมากขณะนอนอยู่ที่โรงพยาบาล มีเพื่อนๆ ผู้ป่วยด้วยกัน มีพยาบาลดูแล ส่วนการรักษาด้วยเคมีบำบัดและรังสีรักษา ฉันเดินทางด้วยรถประจำทางไปกลับด้วยตนเอง แต่ไม่ใช่ว่าสามีไม่ดูแล หากแต่จะเป็นคนป้อนข้อมูลข่าวสารพร้อมทั้งกระตุ้นเตือนเรื่องการปฏิบัติตัว เมื่อฉันผ่านเคมีบำบัดมาได้ รังสีบำบัดก็สบายมาก ฉันสามารถเดินทางไปกลับเพื่อฉายแสงได้ทุกวัน มีเพียงแค่อ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามตัวบ้างเท่านั้น  ฉันได้เรียนรู้ว่า ณ ขณะที่เจ็บป่วย มันเพียงช่วงเวลาหนึ่งของการรักษาเท่านั้น ถ้าฉันต้องพึ่งพาใครมาก เช่น ให้สามีออกมาดูแล แล้วใครจะทำมาหากิน ในยามเจ็บป่วยเราต้องมีทุนทรัพย์เพื่อใช้จ่ายในการเดินทาง ค่ารักษาบางอย่างที่ไม่อาจเบิกได้ ฉันเป็นครอบครัวเดี่ยว ฉันต้องรีบแข็งแรงเพื่อส่งลูกไปโรงเรียนด้วย และแล้วฉันก็เผชิญชีวิตผ่านมาได้ เพราะฉันได้ทราบและเข้าใจว่าการเป็นมะเร็งยังมีทางออกมากมาย  
สำหรับฉันแล้ว  ในวันนี้มะเร็งไม่ได้ทำให้ฉันสิ้นหวัง ตรงกันข้ามฉันต้องขอบคุณ “คุณมะเร็ง” ที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้ในหลายๆ สิ่ง ทำให้ได้มีโอกาสพบกับชีวิตใหม่ในเวลาที่เหลืออยู่มากมาย

             ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ดีมาก มีเครื่องมือที่ทันสมัย ระบบการรักษาที่ดี มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีพยาบาลให้คำปรึกษา ระบบการจัดการและทีมการทำงานที่ดี ขอเพียงแต่เชื่อมั่น อย่าลังเล มีผู้ป่วยบางรายที่เมื่อทราบว่าเป็นแล้วไม่รักษา ก็ต้องกลับมาใหม่ด้วยการลุกลามไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด กระดูก บางคนกลัวเคมีบำบัด ปฏิเสธการรักษาไปรักษาอย่างอื่น ผลที่ตามมา คือ มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่นเช่นกัน

          การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีทางออกมากมาย การแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก เราก็คงต้องมีสติเพื่อตัดสินใจ ฉันเลือกที่จะรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันก็เพราะมีความชัดเจนในเหตุผลของการกระทำ มีเครื่องมือในการตรวจที่ทราบผลชัดเจน  แต่ฉันก็เลือกที่จะใช้การแพทย์ทางเลือกมาประกอบเพื่อช่วยให้การรักษาดีขึ้น ด้วยวิจารณญาณที่สิ่งนั้นใกล้เคียงกับตัวตนของเราและทำให้อาการของเราดีขึ้น อาทิเช่น อาหารการกินที่เหมาะสม ธรรมชาติบำบัด การอ่านตำราจากหลายๆ เล่ม และการปฏิบัติตน เช่น การนั่งสมาธิ สวดมนต์ ปล่อยวางจิตใจไม่ให้เครียดด้วยวิธีต่างๆ

            ประสบการณ์จริงที่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน ได้เห็นผู้ป่วยมากมายทั้งที่มารักษาแล้วอาการดีขึ้น ผู้ป่วยรายใหม่ที่เป็น ทำให้เห็นสัจธรรมความจริง ทุกอย่างมีเกิด มีดับ สำหรับฉันเริ่มตั้งแต่อาการเจ็บปวดจากก้อนมะเร็ง จำได้ว่าเมื่อได้รับเคมีบำบัดครั้งที่ 1 ก็รู้สึกทุเลาอาการปวดและเริ่มดีขึ้นในครั้งต่อๆ มา  การเจาะเลือด แทงเข็มเข้าเส้นเลือด รับเคมีบำบัดห่างกันทุก 3 อาทิตย์ บางครั้งไม่มีเรี่ยวแรง ไม่อยากรับประทานอาหารเพราะมีความผิดปกติของตุ่มรับรสอาหาร ยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัดอีก 4 ครั้ง ทำให้ปวดตั้งแต่ฝ่าเท้าขึ้นมาที่น่องและต้นขา มีอาการคันตามร่างกายจากผลข้างเคียงของเคมีบำบัด เป็นความทุกข์ทรมานที่ได้รับ แต่ถ้าเราเข้าใจได้ว่าทุกอย่างผ่านไปตามกาลเวลา ไม่ผูกยึดไว้ ก็จะคลายลง ฉันค่อยๆ เริ่มทำใจได้ว่าฉันจะต้องดีขึ้นในวันหนึ่งแน่นอน แล้วแต่ละวันมันก็ผ่านไป ฉันยังมีความหวังเพราะการตอบสนองต่อการรักษาของฉันดีขึ้นเรื่อยๆ

           ครอบครัวของเราเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่าง เช่น ทำอาหารกินเองที่บ้าน กินข้าวกล้อง ผักที่มีประโยชน์ รู้วิธีสกัดน้ำผลไม้ดื่ม หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ไปวัดหรือสถานที่ร่มเย็นสงบสุข
วันนี้ ฉันอยากจะบอกว่า “มะเร็ง...ยังมีทางออกที่ไม่สิ้นหวัง” และได้ชีวิตใหม่ ได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ตามแนวทางถูกต้องของการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ตามสัจธรรมความจริงที่ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร...เพื่อสร้างสรรค์ความดีงามนั่นเอง 
                 
               



ลิงค์ที่น่าสนใจ