มะเร็งเปลี่ยนชีวิต
VIEW: 4763

 มะเร็งเปลี่ยนชีวิต 
( มะเร็งเต้านม )



โดย   ชุดา  มงคลศรีนาคา
     

         ในปัจจุบันถ้าพูดถึงโรคที่คร่าชีวิตของคนมากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นโรคมะเร็งที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอาจมีแนวโน้มว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ไม่ว่าใครหากรู้ว่าตนเป็นโรคนี้แล้ว ก็ต้องมีความวิตกกังวล ความทุกข์ใจเป็นอย่างมาก เพราะคิดเพียงแต่ว่าเป็นแล้วต้องตาย จนในที่สุดก็จะรู้สึกท้อแท้กับชีวิต ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับโรคร้ายนี้ แต่ถ้าหากเราศึกษาโรคนี้ให้เข้าใจ รู้จักการยับยั้งไม่ให้มะเร็งลุกลาม รู้จักการกินที่ถูกหลัก การรักษาสุขภาพที่ถูกวิธี รู้ว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไร เราก็จะสามารถต่อสู้กับมะเร็งร้ายต่อไปได้โดยไม่สิ้นหวัง
 
        ดิฉันก็เป็นผู้หนึ่งที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม ที่อยากถ่ายทอดประสบการณ์ให้เพื่อนๆ ได้ทราบถึงสิ่งที่ฉันประสบมา
 ดิฉันมีอาชีพค้าขาย ดิฉันขายน้ำเก๊กฮวย จับเลี้ยง กระเจี๊ยบ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เริ่มขายตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ถึงปี พ.ศ.2547 ระยะเวลา 8 ปีเศษ ถือว่าขายดีทีเดียว สามารถมีเงินเก็บและมีเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน แต่ต้องแลกกับความเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก ครอบครัวดิฉันมีทั้งหมด 4 คน คือ ดิฉัน สามี ลูกสาว 2 คน ทุกคนช่วยกันทำงานอย่างหนักมาตลอด 8 ปีเศษ ชีวิตประจำวันของครอบครัวในช่วงนั้นต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ทำงานตลอดทั้งวันจนถึง 3 ทุ่ม กว่าจะเข้านอนก็ประมาณ 5 ทุ่มหรือไม่ก็เที่ยงคืน แต่ละวันใช้เวลานอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงด้วยซ้ำ

           ถ้าเปิดเทอมลูกๆ ก็ไปเรียนหนังสือแล้วก็กลับมาช่วยงาน อาหารการกินก็ต้องกินแข่งกับเวลาจึงไม่มีเวลาทำอาหารทานเอง มื้อเช้ามื้อเที่ยงก็ซื้อมาทานส่วนมื้อเย็นก็ฝากท้องไว้กับอาหารปิ่นโต ที่จ้างร้านอาหารทำเป็นรายเดือน ถ้าวันไหนเบื่อหรือกับข้าวไม่ถูกปากก็ซื้ออาหารนอกบ้านทาน อาหารส่วนใหญ่จะเน้นเนื้อสัตว์ ถ้าจะมีผักก็น้อยมาก แต่ทุกวันก่อนนอนก็ทานผลไม้กันเกือบทุกคืน แม้แต่เวลานอนก็ไม่พอ เวลาทำกับข้าวยังไม่มี ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่ต้องพูดถึงเวลาที่จะออกกำลังกายอีก ส่วนวันหยุดก็จะหยุดเดือนละ 2 วัน เท่ากับว่า 365 วันมีวันหยุดไม่ถึง 30 วันด้วยซ้ำ เพราะถ้าหยุดหลายวันก็กลัวจะเสียลูกค้า
 
           ตอนนั้นดิฉันคิดแต่เพียงว่า ถ้ายังมีแรงหาเงินได้ก็ต้องกอบโกยให้ได้มากที่สุด เพราะชีวิตของดิฉันไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ต้องปากกัดตีนถีบ หาเช้ากินค่ำอย่างยากลำบาก ซึ่งตลอดเวลาที่ทำงานหนักมา 8 ปีเศษ ครอบครัวของเราไม่เคยใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองเลย ไม่เคยศึกษาหรือสนใจข่าวสารความรู้ที่เกี่ยวกับสุขภาพเท่าที่ควร
 
         ดิฉันคิดว่าชีวิตครอบครัวของดิฉันเป็นไปอย่างราบรื่น ถึงเราจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุข มีกินมีใช้อย่างไม่ขัดสน ลูกๆ ก็กำลังจะเรียนจบ ชีวิตในวันข้างหน้าก็คงดีขึ้น

          แต่ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ปลายเดือนเมษายนปี 2547 ดิฉันได้ทราบว่าสามีของดิฉันที่อยู่กินกันมา 20 ปี แอบเลี้ยงดูส่งเสียผู้หญิงคนหนึ่งมา 6 ปีกว่าแล้ว พอทราบเรื่องก็แทบช็อค ดิฉันเครียดมากและทะเลาะกับสามีอย่างหนัก ตอนนั้นเครียดและเสียใจมาก จึงพยายามหาทางระบายความทุกข์ในใจ โดยการเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่พูดจากับใคร ข้าวปลาไม่กิน  ประชดชีวิตด้วยการดื่มสุรา ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่ดื่มสุรา ทานยาคลายเครียดและยานอนหลับเป็นประจำ ดิฉันเป็นอย่างนี้หลายวัน จนกระทั่งเริ่มมีสติขึ้นมาบ้าง ดิฉันเริ่มพบปะผู้คน ไปหาเพื่อนฝูงระบายความทุกข์ในใจ เพื่อนๆ ให้คำแนะนำและคำปลอบใจดิฉันมากมาย

         แต่ความทุกข์ในใจก็มิได้บรรเทาลงเลย ดิฉันยังไม่ได้เลิกกับสามียังอยู่บ้านเดียวกัน แต่มีปากมีเสียงกันเกือบทุกวัน เพราะเขาไม่ยอมเลิกกับผู้หญิงคนนั้น และดิฉันยังต้องทำงานหนักเหมือนเดิม แต่ละวันทำงานมาก็เหนื่อยกายมากพออยู่แล้ว ยังต้องมาเหนื่อยใจกับปัญหาครอบครัวอีก ทุกๆ วันก็คิดอยู่แต่กับเรื่องเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ จิตใจมีแต่ความทุกข์ ความเครียดอย่างหนักมาตลอดเวลา ดิฉันยังทนอยู่ในสภาพอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ
 
         จนกระทั่งกลางเดือนกันยายน ปี 2547 ตอนดิฉันอาบน้ำมือก็ไปคลำบริเวณเนินอกข้างขวา พบว่ามีก้อนเนื้อเล็กๆ อยู่ใต้ผิวหนัง ดิฉันก็ตกใจมาก โทรศัพท์หาเพื่อนๆ บางคนบอกว่าน่าจะเป็นซีสต์ บางคนก็ว่าอาจจะเป็นเนื้องอกและแนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล ดิฉันไม่รีรอแต่อย่างใดเพราะกลัวมาก

         วันรุ่งขึ้นก็ไปพบคุณหมอ คุณหมอได้ผ่าเอาก้อนเนื้อไปพิสูจน์ แล้วแจ้งผลให้ดิฉันทราบ สิ่งที่คุณหมอกับดิฉัน คือ “คุณเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1” เมื่อได้ยินดังนั้นดิฉันแทบช็อค ตัวชาไปทั้งตัว ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้องไห้โฮลั่นโรงพยาบาลอย่างไม่อายใคร ทุกคนหันมามองที่ดิฉันคนเดียว จนคุณพยาบาลต้องเข้ามาปลอบใจว่า ไม่ต้องกลัวไม่ต้องวิตกกังวลไป เดี๋ยวนี้มะเร็งสามารถรักษาให้หายได้ และคุณหมอได้แนะนำวิธีการรักษา ขั้นตอนการรักษา คือ ดิฉันต้องผ่าตัดและต้องเอาเนื้อข้างเคียงออก ตัดต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ ฉายแสง 30 ครั้ง กินยาต้านฮอร์โมนเป็นเวลา 5 ปี
 
          ดิฉันได้เข้ารับการรักษาตามขั้นตอนที่คุณหมอแนะนำ ตอนนั้นดิฉันก็ยังมีความวิตกกังวลและเครียดอยู่มาก กลัวว่ามะเร็งอาจจะลุกลามได้อีก เพราะเคยรู้มาจากเพื่อนว่ามีคนที่เป็นมะเร็งเสียชีวิตจากการที่มะเร็งลุกลาม
 
          ในวันที่ 22 เดือนตุลาคม 2548 ดิฉันได้ลองไปตรวจมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าผลตรวจพบเซลล์ผิดปกติ คุณหมอบอกว่าเชื้อไวรัสตัวนี้สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ อย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์ ความเครียด พันธุกรรม อาหารการกิน เป็นต้น คุณหมอแนะนำว่าให้ดิฉันลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในเรื่องเหล่านี้ดูสักระยะ แล้วอีก 3 เดือนมาตรวจใหม่ ดิฉันกลัวมากเพราะตัวเองเป็นมะเร็งเต้านมอยู่แล้วไม่อยากเป็นมะเร็งปากมดลูกอีก
 
        ดิฉันจึงเริ่มที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งด้วยตัวเองอย่างจริงจัง โดยการดูรายการโทรทัศน์และอ่านหนังสือเกี่ยวกับมะเร็ง พยายามศึกษาและทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และการรักษาโรคมะเร็งมาโดยตลอด ดิฉันพยายามปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต โดยควบคุมการทานอาหาร รักษาโรคมะเร็งอย่างเคร่งครัด การออกกำลังกายทุกวัน พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด ลดความวิตกกังวลให้น้อยลง  สวดมนต์ นั่งสมาธิ

          รวมทั้งใช้วิธีการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่กับแพทย์แผนทางเลือก พอครบ 3 เดือน ดิฉันไปตรวจมะเร็งปากมดลูกอีกครั้งตามที่คุณหมอนัดไว้ ผลตรวจปรากฏว่าไม่พบเซลล์ผิดปกติ ดิฉันดีใจมาก มีคนแนะนำดิฉันว่าให้ดิฉันไปตรวจเป็นระยะๆ อีกสัก 3-4 ครั้งเพื่อความแน่ใจ ว่าเซลล์ผิดปกติจะไม่เกิดขึ้นอีก ดิฉันก็ทำตาม 3 เดือนไปตรวจ 1 ครั้ง ดิฉันได้ไปตรวจทั้งหมด 4 ครั้ง ผลตรวจทั้ง 4 ครั้งไม่พบเซลล์ผิดปกติเลย นั่นก็แสดงให้เห็นว่าวิธีที่ดิฉันได้ปฏิบัติมานั้นได้ผลอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยมองว่ามะเร็งเป็นแล้วต้องตาย ตอนนี้กลับมองว่ามะเร็งเป็นโรคที่มีทางยับยั้งและรักษาหากเราปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง
 
          ตลอดระยะเวลา 4 ปีเศษที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ดิฉันยังนึกขอบคุณมะเร็งที่เกิดขึ้นกับตัวดิฉัน ถ้าดิฉันไม่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ดิฉันก็คงยังไม่คิดที่จะหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพของตัวเองและครอบครัว ไม่คิดที่จะใส่ใจเรื่องการทานอาหาร การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ดิฉันยังได้ให้คำปรึกษาและเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่ป่วยอีกหลายคน และให้ความรู้กับเพื่อนๆ ที่ไม่เป็นมะเร็งให้คอยดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี
 
         ดิฉันเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ได้พบปะพูดคุยปรึกษาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันกับสมาชิกท่านอื่นๆ ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดิฉันอยากจะบอกเพื่อนๆ ทุกท่านที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งให้ทราบว่า อย่าได้ท้อแท้ ยอมแพ้ เรายังมีคนในครอบครัว ญาติ เพื่อนๆ คุณหมอ เจ้าหน้าที่พยาบาลที่คอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ คำปรึกษา คอยเป็นกำลังใจให้ตลอดเวลา และสมัยนี้วิทยาการและเครื่องมือทางการแพทย์เจริญก้าวหน้า มีวิธีการรักษามะเร็งหลายวิธีและปลอดภัยกับผู้ป่วยมากกว่าสมัยก่อนเสียอีก
 
         สุดท้ายนี้ ดิฉันอยากจะบอกกับทุกท่านว่า ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ ยังมีวันพรุ่งนี้ที่ต้องดำเนินชีวิตต่อไป มีครอบครัวและเพื่อนๆ คอยอยู่เคียงข้าง
อย่าท้อแท้สิ้นหวังกับโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวเรา มันเกิดขึ้นที่ร่างกายไม่ได้เกิดขึ้นที่จิตใจ ถ้าจิตใจเราเข้มแข็งไม่สิ้นหวัง เรายังมีทางออกที่ดีให้กับชีวิตเสมอ



ลิงค์ที่น่าสนใจ