มะเร็ง”เรื่องเล็กสำหรับคนเข้มแข็ง
VIEW: 5166

 มะเร็ง”เรื่องเล็กสำหรับคนเข้มแข็ง 
( มะเร็งเม็ดเลือดขาว )


โดย จงรัก  หาดทวายกาญจน์
     

          เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “มะเร็ง”  ย่อมเป็นที่หวาดกลัววิตกกังวลสำหรับคนที่ยังไม่ได้เดินเข้าไปในวังวนของชื่อนี้  และถ้าเป็นไปได้ของภาวนาอย่าให้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเลยตลอดชีวิต  และชื่อนี้ยังเป็นที่ทุกข์ทรมาน  น่าเวทนา ท้อแท้ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับคำว่าว่า “มะเร็ง” นี้  โดยในความคิดมองเห็นแล้วว่า   ความตายมารออยู่ในระยะเวลาอันใกล้โดยไม่มีโอกาสได้คิดว่าจะอยู่ดูแลหรือได้เห็นความสำเร็จของลูกหลานไปจนแก่เฒ่า
 
        ประมาณปี  พ.ศ.2548  ดิฉันได้ไปพบแพทย์ที่คลินิกใกล้บ้าน  จากอาการของรอบเดือนซึ่งมีเลือดออกมากและมีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง  แพทย์วินิจฉัยโรคเบื้องต้นแล้วให้ยาไปทานที่บ้าน   คำวินิจฉัยของแพทย์ คือ “มดลูกโต 11 เซ็นติเมตร และพังผืดมดลูกหนามาก” ให้กลับไปทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ  คือ  ผัก  ผลไม้  มาก ๆ
 
           หลังจากนั้นอีกประมาณ  3  เดือน  ดิฉันต้องกลับไปพบแพทย์อีกครั้งจากอาการเดิม ๆ แพทย์ตรวจแล้วนัดขึ้น  Admit ที่โรพงพยาบาลเพื่อทำการขูดมดลูกและตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งไปพิสูจน์ “เนื้อร้าย” อีก 1 เดือน นัดฟังผลหลังจากนั้นดิฉันเริ่มวิตกกังวลเครียดจิตใจว้าวุ่นฟุ้งซ่าน  ไม่อยากไปไหนพบใคร  อยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทราบผลตรวจ เวลา 1 เดือน ที่รอผลชิ้นเนื้อ เหมือนเวลามันนานเหมือน 1 ปี เมื่อถึงวันนัดดิฉันรีบตื่นนอนแต่เข้าตรู่รีบไปรอแพทย์เป็นคิวแรก  แลออกมาปรากฏว่าเป็น  ข่าวดี  ในชีวิตยิ่งกว่าได้เงินทองมากองมากมายต่อหน้าเสียอีก ดิฉันไม่ได้เป็นโรคร่ายดังที่คิด เย้ ?? ??  ดีใจมากที่สุด  กระโดดกอดสามีในคลินิกอย่างไม่อายใคร
 
          หลังจากนั้นประมาณ  เดือน  กรกฏาคม  2548  มีเพื่อน ๆ ทักทายว่าดิฉันผอมลงเรื่อย ๆ ถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า  จึงตอบไปว่าไม่เป็นอะไรกินอิ่มนอนหลับดี   สบายดีทุกอย่าง  ตั้งแต่นั้นดิฉันเริ่มสนใจตนเอง  โดยดูแลน้ำหนักตนเดองเรื่อยมา  ปรากฏว่าน้ำหนักลดลง  ประมาณสัปดาห์ละ 3 ขีด  ถึงครึ่งกิโลกรัม  ประกอบกับมีอาการอ่อนเพลีย  แต่ทานอาหารได้ตามปกติมิได้สงสัยอะไร  ต่อมาทำให้ต้องกลับไปพบแพทย์อีกครั้งเนื่องจากอาการปวดท้องน้อยในรอบเดือน (อาการเดิม) แพทย์ตรวจคราวนี้บอกว่าทำไมดูซีด มากอาจเป็นเพราะเสียเลือดมาก  แพทย์สั่งให้ไปพบกันที่โรงพยาบาลและ Admit  เหมือนครั้งแรก  และนัดผ่าตัดมดลูกด่วน  โดยตรวจเช็คร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมผ่าตัดใหญ่  ผลเป็นว่าผ่าตัดไม่ได้เนื่องจากค่าของเม็ดเลือดผิดปกติ (ฟังอย่างไม่เข้าใจ)  บังเอิญไม่รู้ว่าบุญหรือกรรมมีญาติซึ่งเป็นพยาบาลไปเยี่ยมและได้อ่านชาจช์ คนไข้ (คิดว่าเข้าคงทราบว่าเราเป็นโรคที่ไม่คาดคิด)  เขาแนะนำให้ไปเจาะเลือดดูใหม่อีกครั้ง ค่าของเลือดต่ำลงไปเรื่อย ๆ พร้อมทั้งแนะนำให้ไปตรวจ ณ โรงพยาบาลเชียงใหม่  หรือกรุงเทพ ฯ เพื่อจักได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน

           วันที่  27  สิงหาคม  2548  ดิฉันไปพบแพทย์ ณ.โรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัดเชียงใหม่เนื่องจากใกล้บ้านที่สุด  วันนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทุกขั้นตอน  จึงทราบผลที่แน่นอน  มันคือ ข่าวร้าย  โดยแทบล้มทั้งยืนจนสามีต้องประคองออกจากห้องตรวจ  เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่า “พบเชลล์ผิดปกติในเม็ดเลือด” นั่นหมายถึงว่าดิฉันเป็นโรค “มะเร็งเม็ดเลือดขาว”  แพทย์นัดคิวรักษาให้ ยาคีโม อีก 1 เดือน หลังออกจากห้องตรวจทั้ง  สามีและดิฉันไม่พูดกันแม้แต่สักคำต่างคนต่างคิด  ใจเสียมือเท้าอ่อนมองหน้าสามีอย่างสงสารสุดหัวใจ  ดิฉันไม่มีสติแม้แต่จะถามหมอสักทำว่าเป็นโรคนี้แล้วต้องทำอย่างไรต่อไป  ขาดสติ ขาดสำนึก ได้แต่เดินเหม่อลอย นั่งรถกลับบ้านด้วยใจที่หดหู่คิดย่างเดียวว่าเราคงต้องจบฉากชีวิตในระยะอันใกล้นี้แล้ว  ลูกเราจะอยู่กับใคร  พ่อแม่ ที่ต้องรับผิดชอบอีก  ได้แต่ซึมเศร้าไม่ยินดียินร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น  ถ้าให้มีเงินมากมายแล้วสุขภาพไม่ดีขอเลือกสุขภาพดีแต่ไม่มีเงิน
 
           วันที่ 27 กันยายน 2548 - 4 พฤศจิกายน  2548   คือครั้งแรกของการรักษษโดยการให้  คีโม  เป็นวันที่ทรมานที่สุดในชีวิต  จนไม่อาจจะบรรยายไว้  ณ ที่นี้  ได้ครบถ้วนและเกิดอาการท้อแท้จนกระทั้งขอกลับบ้านเพื่อขอในนอนรอ (ความตาย)  อยู่ที่บ้านแต่สามีและลูกบอกเราจะต้องสู้กันอยู่ที่นี่จนโอกาสสุด้าย  โดยการรักษาดำเนินไปเรื่อย ๆ จนผ่านไปและร่างกายเริ่มเข้าสภาวะเกือบปกติ  แต่ต้องสะบักสบอมไปฝ่าตัดมดลูกเป็นรายการต่อไป  เพราะแพทย์วินิจฉัยแล้ว  สาเหตุที่ต้องฝ่าตัดมดลูกทิ้งเป็นเพราะโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่อเกร็ดเลือดต่ำจะทำให้มีเลือดออกไม่หยุดและเป็นอุปสรรคในการรักษาสรุปจากการเข้ารักษาคราวนี้ม้วนเดียวจบ (หลายเรื่อง) รวมระยะเวลา 8 เดือน  กว่าจะสมบูรณ์

         นับแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้เดือน  กรกฏาคม 2551  แล้วค่ะดิฉันไปทำงานได้ตามปกติและใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป  ใครเห็นก็ชมและทักทายว่า ไม่มีร่องรอยของคนเป็น  โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เลยเพราะดิฉันได้กำลังใจจากสามีและลูกพร้อมทั้งญาติเพื่อนฝูง  โดยเฉพาะสามีเป็นคนแรกที่ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบันสามีจะพูดเสมอว่าถ้าสามารถแบ่งความทุกข์หรือรับความเจ็บไปทั้งหมดจากดิฉันทั้งหมดได้เขายินดีที่จะรับไปไว้เอง  เราต่อสู้และเคียงข้างกันมาตลอด สามีดิฉันเหนื่อยกว่าดิฉันหลายเท่า

           จึงขอให้ผู้ป่วยมีจิตที่แน่วแน่พึงคิดว่าการที่เราเกิด แก่ เจ็บ ตาย  เป็นเรื่องของสัจธรรมที่ทุกคนไม่อาจหนีพ้น  เมื่อถึงคราวต้อง เจ็บ แก่ ตาย  เราต้องมีสติ  และยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น  จงตั้งมั่นใน “สติ” เหมือนดังดิฉันปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ เช่น ฟังเพลง ร่าเริงแจ่มใส ไปช้อปปิ้ง ออกกำลังกาย และทานอาหารที่สะอาดมีประโยชน์ ปฏิบัติธรรมตามสมควร ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดแล้วเราต้องยอมรับ ว่าเราจะอยู่กับเขา(เชลล์มะเร็ง)อย่างไร

           พึงคิดเสมอว่าเรา เป็นเพื่อนกันนะอย่าทำร้ายกันนะ ถ้าเราอยู่เธอก็อยู่ แต่ถ้าเราตายเธอก็ตายด้วยนะ ใช้คาถานี้ไว้ และขอฝากข้อคิดไปยังเพื่อน ๆ ที่เผชิญกับโรคร้ายนี้ว่าอย่าท้อแท้ สิ้นหวังจงสู้ต่อไปให้กำลังใจเราว่าต้องหายหากเรามัวแต่ท้อแท้สิ้นหวังทุกข์ระทม  คนข้างเคียงเราเขาจะทุกข์กว่าเราหลายเท่า   อย่ามองว่าการเป็นโรคนี้แล้วจะต้องเป็นเหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป ในแต่ละคนไม่เหมือนกันเป็นชนิดของมะเร็งไม่เหมือนกัน  ทานยาไม่เหมือนกัน ร่างกายคนไม่เหมือนกัน การดำเนินของโรคในแต่ละคนไม่เหมือนกัน 
อีกทั้งปัจจุบันนวัตกรรมในการรักษาก้าวหน้าไปมากแล้ว มียาดี  มีแพทย์ที่เก่งให้การรักษาคลอบคลุมจากการทำ CL ยา  จึงอยากให้ผู้ที่ป่วยจงต่อสู้เพื่ออยู่ดูความสำเร็จของลูกหลานในอนาคตส่วนจะอยู่นานแค่ไหนสุดก็แท้แต่บุญพาวาสนาส่ง ทำบุญให้มาก ๆ เพื่อจักได้ส่งผลให้เราในภพนี้และภพหน้า  ให้ยึดหลักพระธรรมเป็นที่ตั้งมั่นไว้ในใจ  จะทำอะไร ปฏิบัติอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตวันนี้ดีที่สุดมีความสุขที่สุด เพราะวันข้างหน้าไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

            สุดท้ายขอให้ผู้ที่ป่วยทุกท่าน  จงรักษาจิตใจ  รักษาสุขภาพ  และพลานามัยให้มาก  เพื่อที่จะต่อสู้กับสิ่งร้าย ๆ นี้ วันชนะยังคงเป็นของเราอยู่

 



ลิงค์ที่น่าสนใจ