เกือบจะสายเกินไป
VIEW: 8664


เกือบจะสายเกินไป 
(เกือบจะสายเกินไป)


โดย  สุรีย์  แซ่กอ

     

      มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในหญิงไทยเป็นที่สองรองจากมะเร็งปากมดลูก มักเกิดในหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราจะตรวจพบมะเร็งเต้านมได้เร็วด้วยการคลำเจอก้อนที่เต้านม แต่สำหรับประสบการณ์ของสมาชิกชมรมของเราฉบับนี้ เธอเป็นหนึ่งในหญิงไทยส่วนใหญ่ที่ตรวจพบความผิดปกติกับตนเองแล้ว    แต่อายจนไม่กล้าไปหาหมอ เมื่อไม่กล้าตรวจรักษา เท่ากับการเปิดประตูรับความตายไปแล้ว เธอผู้นี้จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตซึ่งกว่าจะผ่านจุดนั้นมาได้ ก็เกือบจะสายเกินไป

แนะนำตัวเอง :
          ดิฉันชื่อ น.ส.สุรีย์  แซ่กอ เป็นคนจังหวัดพิจิตร ที่บ้านทำอาชีพค้าขาย เป็นคนหนึ่งที่เป็นมะเร็งเต้านมขั้นที่ 3 กระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง แต่ตอนนี้ดิฉันดีขึ้นแล้ว


เหตุการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร :
          ช่วงปี พ.ศ.2537 ตอนดิฉันอายุประมาณ 50 เศษ ดิฉันพบว่าเต้านมตนเองมีก้อนแข็ง ๆ แต่ไม่รู้เป็นอะไร ประกอบกับดิฉันเป็นคนโสด ก็อายมากไม่กล้าบอกใคร เพราะเป็นที่ไหนไม่เป็น ดันมาเป็นที่นม เลยปล่อยเลยตามเลยมา จนปลายปี 2543 เป็นมากแล้ว บางวันมีอาการปวด เลยคิดว่าต้องบอกพี่น้องและหลาน ๆ แล้ว แต่ยังไม่ได้บอกบังเอิญเข้าผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวารที่ โรงพยาบาลยุพราชตะพานหิน เมื่อเจ้าหน้าที่มาวัดคลื่นหัวใจ พยาบาลมาเห็นที่เต้านมเข้าจึงไปบอกหมอที่ผ่าตัด คุยกันไปคุยกันมา หลานดิฉันที่เป็นหมออยู่ใน โรงพยาบาลดังกล่าวเลยรู้ หลานบอกว่าปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ต้องรีบรักษา แต่ตอนนั้น ดิฉันยังไม่มีแรง เพราะเพิ่งผ่าตัดมาใหม่ ๆ


ขั้นตอนการรักษา :
          ต้นปี พ.ศ.2544 เมื่อดิฉันร่างกายดีขึ้นจากการผ่าตัดริดสีดวงทวาร ญาติพี่น้องทุกคน (บ้านดิฉันเป็นครอบครัวใหญ่) ก็ปรึกษากันว่า จะพาไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ พอคุณหมอตรวจดูเสร็จ แล้วก็บอกว่า “เป็นมากแล้ว ทำไมปล่อยไว้นานขนาดนี้?” สรุปคือหมอตรวจพบก้อนเนื้อขนาด 7 เซนติเมตร ไม่สามารถผ่าตัดได้เนื่องจากก้อนใหญ่เกินไป ต้องทำคีโมให้ก้อนเล็กลงก่อนค่อยผ่าออก แต่คุณหมอก็ให้กำลังใจ และรักษาตามขั้นตอน คุณหมอดูแลรักษาดีมาก แนะนำให้ปฏิบัติตัวอย่างไรที่เป็นผลดีต่อคนไข้ 

         ตอนนั้นดิฉันก็รู้สึกหงุดหงิดมาก ยังคิดเหมือนกันว่าทำไมจึงเป็นได้ ดิฉันก็กินเจอย่างเคร่งครัดมาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว ยังเกิดโรคร้ายอย่างนี้ได้อีกหรือ แต่ดิฉันก็มาฉุกคิดได้ว่า คุณหมอช่วยเหลือเรามากขนาดนี้ รวมทั้งญาติพี่น้องทุกคนก็รักและให้กำลังใจ ทุกคนทำให้เราซาบซึ้งใจและมีกำลังใจ ดังนั้นเราจะต้องต่อสู้และช่วยเหลือตัวเองให้มากๆ”

ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต :
         ดิฉันก็เข้ารักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เมื่อต้นปี 2544 หมอให้ฉีดยาเคมีบำบัด เมื่อฉีดครั้งแรกแทบรับไม่ไหว อารมณ์ก็ยิ่งหงุดหงิด หลานชายคนที่เป็นหมอก็พยายามหาทางช่วย เนื่องจากเขาได้ศึกษาเพิ่มเติม และสนใจด้านแพทย์แผนจีน จึงพยายามหาข้อมูลเพื่อหาสมุนไพรจีนมาช่วยให้ดิฉันสบายขึ้น จนเจอยาสมุนไพรจีนของ นพ.หวัง เจิ้น กั๋ว เขาบอกว่าจะช่วยอาโกได้ (ดิฉันเป็นน้องสาวของพ่อเขา) เป็นยาที่ทั่วโลกยอมรับ และได้รับรางวัลจากหลายประเทศมาแล้ว เขาบอกให้ทำใจให้สบาย เพราะเขาต้องหาข้อมูลก่อนว่าจะซื้อได้ที่ไหน กลับมาบ้านวันที่ 2 หลังจากฉีดยา หลานชายบอกว่าหาอ่านเจอแล้ว ที่เมืองไทยมีขายและมีที่อยู่  พี่ชายจึงรีบโทรศัพท์สั่ง พอยามาถึงเป็นวันที่ 5 หลังจากฉีดคีโม หลานชายรีบรินยาให้กิน แล้วก็ให้กำลังใจว่ายาที่ช่วยชีวิตมาแล้ว ทำให้ดิฉันมีความอุ่นใจขึ้น หลังจากกินยาสมุนไพรจีนแล้วสักระยะ อาการอ่อนเพลียก็ค่อย ๆ ดีขึ้น กินข้าวได้ หลับได้สบายตัวขึ้นมาก เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เริ่มไม่ค่อยหงุดหงิด จากนั้นดิฉันกินยาสมุนไพรจีนมาตลอด ควบคู่กับการฉีดยาคีโม และมีหลานชายคอยดูแลแผลที่เต้านมให้ด้วยความเอาใจใส่อย่างดี หลังจากฉีดคีโมครั้งที่ 3 เขาบอกว่าดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อฉีดครั้งที่ 4 คุณหมอเจ้าของไข้ขอตรวจดู หมอบอกว่าแผลหดตัวลงมาก เพราะว่าจากแผลเละ ๆ กลายเป็นตกสะเก็ดเนื้อขาวไปทั่ว หมอยังแปลกใจ เมื่อฉีดยาครั้งที่ 5 แล้ว ดิฉันจึงรับการผ่าตัดและฉายแสงต่อ และกินยาสมุนไพรจีนคู่กันมาตลอด

ชีวิตปัจจุบัน :
       ตอนนี้ดิฉันแข็งแรงมากเหมือนคนปกติ ไปตรวจร่างกายตามที่คุณหมอนัดเสมอ และยังทานยาสมุนไพรจีนต่อเนื่องเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพราะดิฉันกลัวว่าหากเราร่างกายอ่อนแอลง มะเร็งอาจกลับมาอีก ดิฉันทำงานค้าขาย บางครั้งเครียดบ้างก็ต้องพยายามระงับ ทำจิตใจให้สบายที่สุด


ฝากข้อคิดถึงผู้อ่าน :
        ดิฉันอยากจะบอกทุกท่านว่า ถ้ารู้ว่าเป็นมะเร็งต้องรีบรักษาแต่ต้น ๆ อย่ามัวอายเหมือนดิฉันจนเกือบจะสายเกินแก้ ยังดีที่เจอหมอใจดีและเก่ง และมียาสมุนไพรจีนที่ช่วยไว้ได้
ตลอดเวลาที่ผ่านมาดิฉันขอขอบคุณ คุณหมอที่รักษา และคุณหมอหวังเจิ้นกั๋วผู้ที่คิดค้นยาสมุนไพรจีน ขอแนะนำทุกท่านว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่รักษาได้ รักษายิ่งไวยิ่งดี และรักษาให้ถูกวิธี ทำใจให้สบาย ให้กำลังใจตัวเองไม่ท้อแท้ อาการก็จะดีขึ้นได้เอง ขอให้ทุกท่านโชคดี

 



ลิงค์ที่น่าสนใจ