ประสบการณ์ชีวิต ที่มีค่ายิ่ง
VIEW: 8982

  
        ประสบการณ์ชีวิตที่มีค่ายิ่ง
                      
(มะเร็งเต้านม)                 

             

          โดย   สุชาดา  สังข์เจริญ 
     

        
       ดิฉันเป็นคนดูแลรักษาสุขภาพตัวเองอยู่เสมอด้วยการออกกำลังกาย วิ่งหรือเล่นโยคะและพักผ่อนเที่ยวต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว รับประทานอาหารเน้นสิ่งที่มีประโยชน์ประเภทผัก ไม่ทานเนื้อวัว ของหมักดองและอาหารที่ใส่สีฉูดฉาด นอกจากนี้ยังเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีจากสถานพยาบาลทุกปี สิ่งข้างต้นคงไม่น่าจะเป็นพฤติกรรมที่นำไปสู่การเป็นมะเร็งได้ แต่ทุกสิ่งล้วนไม่มีความแน่นอน

       ดิฉันเป็นข้าราชการและเป็นอาจารย์สอนพิเศษในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในวันเสาร์ในภาคเรียนปกติและวันเสาร์และวันอาทิตย์ในภาคเรียนฤดูร้อน ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางไปสอน ดิฉันชอบการสอนเพราะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับตนเอง ได้พบกับผู้เรียนซึ่งมีหลากหลาย ได้เดินทางออกจากกรุงเทพเหมือนได้ไปต่างจังหวัด ดิฉันสอนพิเศษมาเป็นเวลาประมาณ 5 ปี

        ดิฉันชอบและรักการสอนเพราะเป็นงานด้านวิชาการตรงกับงานที่ทำอยู่ และคิดว่าการเดินทางไปสอน การเตรียมสอนและการเร่งสอนให้ทันเวลาครบถ้วนในเนื้อหาสาระของวิชา โดยบางครั้งต้องสอนเพิ่มเติมทั้งคนเรียนและผู้สอนต่างเหนื่อยด้วยกัน เป็นเรื่องที่ไม่หนักหนาอะไร สอนเสร็จเมื่อกลับเข้าที่พักก็หาอาหารอร่อยๆ ทานและพักผ่อน วันธรรมดาก็ไปทำงานปกติ ผลการตรวจสุขภาพประจำปีมีน้ำตาล ไขมันและความดันโลหิตปกติ และมีอาการอื่น ได้แก่ ปวดหลังและก้อนซีสต์ที่เต้านมดิฉันคิดว่าเป็นปกติ เพราะพบก้อนซีสต์โดยการตรวจด้วยตนเองก็ไปพบแพทย์ ใช้เข็มเจาะดูดน้ำจากก้อนซีสต์เพื่อนำไปวิเคราะห์เซลล์แล้วนัดฟังผลหลายครั้งทั้งสองข้างสลับกันไปมา

      ดิฉันได้เข้าตรวจและผ่าก้อนซีสต์ ออกทั้งโดยการฉีดยาชาและวางยาสลบ ซึ่งถือว่าเป็นผ่าตัดเล็กคือผ่าแล้วกลับบ้านได้เลย ทั้งไปเองคนเดียว ให้แม่หรือพี่สาวไปเป็นเพื่อนอยู่หลายครั้งหลายสถานพยาบาล ดิฉันไม่คิดว่าความผิดปกติของเซลส์ตัวเองที่เกิดเป็นก้อนซีสต์ขึ้นบ่อยครั้งแม้จะไม่อันตราย จะเป็นเหตุที่มาของประสบการณ์ชีวิตที่มีค่ายิ่งในครั้งนี้

        ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเป็นสาเหตุ แม้ในปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งที่ชัดเจนได้ ทางวิชาการอาจกล่าวว่าอาจเกิดจากยีน พันธุกรรม ฮอร์โมน การสะสมของอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี อากาศที่ปนเปื้อนสารพิษ ความเครียดของร่างกายหรืออื่นๆ ในทางธรรมะกล่าวว่าเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม สำหรับดิฉันไม่โทษสิ่งใดๆ

      ในเดือนกุมภาพันธ์ 2543 เป็นช่วงที่เข้ารับการตรวจสุขภาพพอดี ดิฉันตรวจด้วยตนเองพบก้อนเนื้อที่เต้านมข้างขวาเม็ดเท่าถั่วเหลือง จึงเข้ารับการเจาะดูดน้ำจากก้อนเนื้อไปตรวจ เมื่อฟังผลแพทย์แจ้งว่าขอเจาะอีกครั้งหนึ่งคราวที่แล้วได้เซลส์ไม่เพียงพอ และเมื่อฟังผลครั้งที่ 2 แพทย์ขอตัดชิ้นเพื่อไปตรวจ ซึ่งขณะนั้นจากก้อนเม็ดที่คลำเจอซึ่งอยู่ที่ฐานเต้านมได้เลื่อนมาเป็นก้อนเนื้อด้านบน ดิฉันเจ็บมาก เพราะท่านผู้ผ่าตัดได้ฉีดยาชาและผ่าตัดให้ทันที โดยให้นอนคว่ำหน้าหย่อนเต้านมลงในช่องของเตียงผ่าตัด

     หลังผ่าแผลก้อนเนื้อมีเลือดสีคล้ำ แพทย์นัดฟังผลอีก 1 สัปดาห์ต่อมา ด้วยความที่ดิฉันเป็นคนไม่คิดอะไรมากและไม่เป็นคนช่างสังเกต คิดว่าฟังผลครั้งนี้ก็คงปกติเหมือนเดิม โดยดิฉันไปรับผลทางพยาธิของก้อนเนื้อด้วยตนเอง และอ่านผลคร่าวๆ ตามประสาคนไม่มีความรู้ภาษาวิชาทางการแพทย์ ซึ่งผลระบุในช่องข้อความภาษาอังกฤษว่า No ดิฉันก็อุ่นใจ และมิได้เฉลียวใจใดๆ แพทย์แจ้งผลและขอนัดผ่าตัดด่วนภายใน 2 สัปดาห์ ดิฉันมีอาการมึนงง ตกใจ และขอเลื่อนการผ่าตัดออกไปโดยบอกว่าขอเคลียร์เรื่องงานสอนที่มหาวิทยาลัยก่อน แพทย์บอกว่าไม่ได้ต้องผ่าตัดด่วนและต้องให้ยาเคมีด้วย ฉันกลับไปที่ทำงานด้วยความเศร้าใจแจ้งข่าวให้เพื่อนๆ และน้องๆ ทราบทุกคนแสดงความเห็นใจ
 
         วันที่ 26 มีนาคม 2543 ดิฉันได้รับยาสลบและเข้าผ่าตัดในเวลา 8 โมงเช้า และถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัดประมาณเวลาเที่ยงในวันนั้น ฉันเพลียและหลับด้วยฤทธิ์ของยาสลบ มีเพื่อนๆ น้องๆ มาเยี่ยมตลอดเวลาที่โรงพยาบาล ดิฉันแข็งแรงทานอาหารได้ แผลมีน้ำเหลืองน้อยและแห้งเร็ว ทางโรงพยาบาลมีกิจกรรมช่วงบ่ายโดยให้ผู้ป่วยที่ผ่าตัดมีกิจกรรมสันทนาการ ฟังบทความและกายบริหารแขนหลังผ่าตัด ดิฉันมีเพื่อนร่วมคลาสผ่าตัดพร้อมกันหลายคน ทุกคนสนิทกันพูดคุยให้ความรู้แก่กันในเรื่องยา การรักษาสุขภาพ การกินอาหาร อาหารเสริมและสมุนไพรต่างๆ ตามประสาผู้ป่วยหัวอกเดียวกัน ผู้ป่วยบางคนผ่าตัดแล้วไม่ต้องให้ยาเคมีไม่ต้องฉายแสง บางคนไม่ได้ยาเคมีแต่ต้องฉายแสง ฉันต้องให้ยาเคมีแต่ไม่ต้องฉายแสง บางคนไม่ต้องให้ยาเคมีแต่สัปดาห์หน้าต้องผ่าตัดอีกข้างหนึ่ง บางคนก็ต้องผ่ามดลูกออกไปด้วย หลังจากผ่าตัด 1 สัปดาห์ ฉันกลับไปพักฟื้นที่บ้านเริ่มดูแลเรื่องอาหารและกายบริหารตามแพทย์สั่ง และอีก 2 สัปดาห์ ดิฉันเข้ารับการแนะนำและรับเคมีทั้งหมดรวม 4 ครั้ง ซึ่งน้อยที่สุดในผู้ป่วยด้วยกัน เนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดเพียง 1.5 ซม.อยู่ในระยะขั้นที่ 1
 
       ก่อนการได้รับยาเคมีแต่ละครั้งดิฉันเตรียมทั้งกายและใจเพื่อเข้ารับเคมี เตรียมกาย คือ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มพลังงาน กินสมุนไพรจีนเพื่อไม่ให้เพลีย ออกกำลังกายเดิน-วิ่งทุกวัน เตรียมใจ คือยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ใช้ธรรมะและท่องบทสวดมนต์ในช่วงเวลาที่ได้รับยาเคมีและก่อนนอนทุกวัน ดิฉันปกติไม่เพลีย ทุกครั้งหลังรับยาเคมีดิฉันจะบำรุงร่างกายและทานอาหารตามที่ได้รับแนะนำ ได้แก่ ไข่วันละ 6 ฟอง กินอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ และออกกำลังกาย หากมีแผลที่ปากให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ เก็บและทำความสะอาดห้องนอน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน ดิฉันปฏิบัติตัวทำให้ทานอาหารได้ นอนหลับ ไม่อาเจียน แต่เหม็นกลิ่นกระเทียมเจียวและสบู่ยาฆ่าเชื้อ กลางคืนปัสสาวะบ่อย ซึ่งเป็นปกติของคนได้รับยาเคมี
 
       ช่วงเวลาการได้รับยาเคมีของดิฉันใช้เวลาถึง 3-4 เดือน เนื่องจากเมื่อรับยาเคมีเข็มที่ 3 ดิฉันเปลี่ยนอาหารไปรับประทานมังสวิรัติตามคำแนะนำของเพื่อนรุ่นพี่ (ซึ่งเป็นที่มดลูก) ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ติดเชื้อ ปากและลิ้นมีแผล กินอาหารไม่ได้ แม้กล้วยน้ำว้าเวลากลืนก็เจ็บคอไปหมด

    ดิฉันคิดว่าบุญของดิฉันที่ได้เคยทำไว้เมื่อใดไม่รู้แน่ มีและส่งผลให้เพื่อนที่เคยรู้จักกันแต่ไม่ได้ติดต่อกันมานานซึ่งทราบข่าวการป่วยของดิฉัน ได้มาเยี่ยมดิฉันที่บ้านและถามว่าสบายดีหรือเปล่า ดิฉันบอกว่าสบายดี โดยไม่รู้ตัวเองว่าร่างกายแย่แล้ว เพื่อนได้พาไปให้น้ำเกลือที่คลินิก ไม่มีคลินิกใดยอมให้น้ำเกลือแก่ดิฉันเพราะกลัวจะช็อค และแนะนำให้ไปที่สถานพยาบาลที่ให้ยาเคมีโดยตรง ดิฉันไปนั่งรอแพทย์อยู่นานในวันนั้น เพราะเป็นเวลา 5 โมงเย็นแล้ว แพทย์ลงตรวจคนไข้บนตึก ดิฉันแจ้งความประสงค์กับพยาบาลและขอเข้าพักรักษาที่สถานพยาบาล ก็ได้รับการแจ้งว่าไม่จำเป็นให้กลับบ้านและใช้น้ำเกลือบ้วนปากบ่อยๆ ก็จะดีขึ้นเอง

       แต่ตามที่บอกท่านว่าบุญของดิฉันยังมีอยู่ แพทย์ได้เดินมาพอดี และมาตรวจดิฉันตรงที่นั่งรอด้านนอกห้องตรวจแล้วบอกพยาบาลว่าให้ admit ในวันนี้ ส่งเข้าห้องปลอดเชื้อ ห้ามเยี่ยม ให้น้ำเกลือและบ้วนปากด้วยน้ำเกลือทุกๆ ชั่วโมง ให้ยาชาที่ลิ้นก่อนอาหาร และสั่งอาหารมื้อเย็นในวันนั้นเป็นโจ๊กปั่น ดิฉันนึกขำในใจว่าขนาดโจ๊กยังต้องปั่นเลยแล้วจะเหลืออะไรกิน แต่ขำไม่ออกเพราะเพลียมาก หลังจากได้ตระเวนหาที่ให้น้ำเกลือทั้งวัน ดิฉันได้เข้านอนในโรงพยาบาลสมใจ ระหว่างการรักษาดิฉันอ่านหนังสือธรรมะ สวดมนต์ ทำใจให้สงบ และเดินไปมาบริเวณรอบเตียงเพื่อออกกำลัง ทั้งที่มีสายน้ำเกลือโยงอยู่ ต่อมาอาการแผลที่ปากดีขึ้น แพทย์ต้องฉีดยาเพิ่มเกร็ดเลือด ฉันรับการรักษาอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงกลับบ้าน
 
    ดิฉันกลับมารับประทานอาหารปกติเช่นเดิม และตั้งใจว่าหากได้รับยาเคมีเรียบร้อยแล้ว จึงจะเปลี่ยนอาหารเป็นมังสวิรัติไม่เช่นนั้นร่างกายไม่ไหวแน่ การรับยาเคมีเข็มสุดท้ายเป็นไปด้วยดี หลังจากนั้นร่างกายดิฉันก็กลับเข้าสู่ปกติ ผมเริ่มขึ้นและยาวปกติ ร่างกายมีรูปร่างสมส่วน ผิวพรรณและหน้าตาดูสดใสกว่าเดิมมาก เพื่อนหลายคนทักว่า หายป่วยแล้วสวยขึ้นกว่าเดิมมาก ใช่ค่ะดิฉันตอบ การป่วยคราวนี้มิใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงร่างกายภายนอกที่เห็นได้ด้วยตาเท่านั้น ดิฉันคิดว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ เข้าใจ และได้รับจากประสบการณ์ชีวิตครั้งนี้มากมายหลายประการ ได้แก่สิ่งแรกดิฉันเข้าใจหลักธรรมชาติของชีวิตหรือหลักธรรมะมากขึ้น เดิมการใส่บาตรก็ใส่ทุกวันของวันเกิดในแต่ละสัปดาห์ สวดมนต์และทำบุญตามเทศกาลต่างๆ บ้าง แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ ดิฉันเห็นว่าเรื่องการทำบุญเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการกระทำและสะสมบุญความดีต่างๆ ไว้ให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิต ดิฉันไม่เคยคิดว่าจะต้องเสียชีวิตจากการป่วยครั้งนี้ ฉันคิดว่าการเป็นโรคขณะนั้นทำให้ฉันได้เข้าถึงหลักธรรมะได้ก่อนคนในวัยเดียวกัน อีกทั้งยังมีโอกาสทำและสะสมบุญได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน ถือศีล 5 หรือศีล 8 ตามโอกาส และการภาวนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นของเราและสามารถนำไปแม้ร่างกายจะสูญสิ้นแล้ว เพื่อนทักดิฉันว่าทำบุญมากและไปวัดบ่อยครั้งขึ้น และท้วงว่าให้ทำบุญกับพระในบ้าน (คุณพ่อและคุณแม่) ก่อน แน่นอนดิฉันทำให้กับท่านก่อนพระนอกบ้านทุกเช้า ดิฉันเลือกทำบุญตามความเหมาะสมและกำลังของตนเอง ในเรื่องของการแก่ เจ็บ ตาย ทุกคนมีสิทธิได้รับสิ่งเหล่านี้เท่าเทียมกัน คนไม่แก่ ไม่เจ็บ ก็ตายได้ ทุกชีวิตเกิดมาเพื่อใช้กรรม การป่วยเป็นโรคร้ายก็มิใช่จะตายทันทีเสมอไป หากดูแลรักษากายและใจให้แข็งแรงสมบูรณ์ มิใช่ว่าทุกคนจะไม่ตาย นี่คือหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง

         สิ่งที่สอง ดิฉันสนใจหลักกฎแห่งกรรมและเห็นใจชีวิตของสัตว์โลกเพิ่มขึ้น หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าหนึ่งในศีลห้า การไม่ฆ่าไม่เบียดเบียนสัตว์ ทุกชีวิตรักตัวเองกลัวความเจ็บป่วยและความตาย ถ้าเราไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ แม้ว่าจะตัวเล็กตัวน้อยจะทำให้มีความสุขใจและสุขภาพดี ฉันเคยวางกับดักหนูและแมลงสาบ พ่นยาฆ่าปลวก สิ่งที่ทำไว้เหล่านั้นฉันคิดว่าได้ชดใช้กรรมไปแล้วไม่ทั้งหมดก็บางส่วน ทุกวันนี้ดิฉันพยายามไม่เบียดเบียนสัตว์ แม้แต่มดบางครั้งเห็นอยู่ในแก้วน้ำก็ตักขึ้นมาให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป เห็นปลาที่ขายในแผงตลาดก็จะแผ่เมตตาให้ในใจว่า “สัพเพ สัตตา” และเมื่อมีโอกาสในวันพระหรือวันสำคัญก็จะซื้อไปปล่อยที่แม่น้ำ
 
       สิ่งที่สาม ดิฉันสนใจเรียนรู้และฟังคำสอนทางพุทธศาสนามากขึ้น ความอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองล้วนเป็นเหตุแห่งทุกข์ หากไขว่คว้าหามาได้ถ้าไม่ใช่ของเราสิ่งนั้นก็ต้องจากเราไป หนึ่งในศีลห้าเช่นเดียวกัน ดิฉันสามารถลดความอยากได้สิ่งของ เสื้อผ้า เครื่องประดับลงได้หลังจากหายป่วยแรกๆ ดิฉันไม่สนใจเรื่องการแต่งตัว แม้นาฬิกาก็ไม่สนใจที่จะนำมาใส่ โดยเห็นว่าเป็นสิ่งภายนอกและเริ่มใช้ชีวิตแบบพอเพียง เรื่องของอาหารก็เช่นเดียวกัน ความอร่อยในรสชาติบางครั้งอาจเป็นการสร้างทุกข์เนื่องจากไม่เหมาะสมกับร่างกาย เกิดการสะสมสารพิษและก่อให้เป็นเซลส์ที่ไม่ปกติได้ ฉันได้เรียนรู้สอนตัวเองและคิดได้ว่าไม่ว่าจะรับประทานอาหารประเภทใดเข้าไปก็ขับถ่ายออกมาเหมือนกัน จึงเลือกอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายในอนาคต ลดการเกิดโรคภัยให้ตนเองได้ และปรับเรื่องอาหารเป็นมังสวิรัติ ข้าวกล้องเน้นผักและผลไม้และทานอาหารเสริมเท่าที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนอกบ้านและการดื่มแอลกอฮอลล์ ดิฉันจะภูมิใจและอร่อยกับการทำอาหารเองเนื่องจากสะอาด ปลอดสารและประหยัด บางมื้อก็มีอาหารสูตรแปลกๆ ทาน แม้ต้องใช้เวลาการล้างและเตรียมนาน ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันไม่เคยทำอาหารทานเองเลย
 
         หลังการผ่าตัดใหม่ๆ ดิฉันปฏิบัติตนดูแลเรื่องอาหารและความสะอาดอย่างเคร่งครัด 1 ปีต่อมาได้พบเม็ดที่เต้านมอีก ดิฉันไม่สบายใจจึงได้ผ่าตัดออกและยังร้องขอให้แพทย์ตัดเต้านมทิ้งเสีย แต่แพทย์บอกว่าไม่จำเป็น หลังจากนั้นอีก 6 เดือน ก็พบก้อนเม็ดที่คอ แพทย์ได้ตรวจเจาะน้ำและนัดผ่าตัด แต่ยังมิได้เข้ารับการผ่าตัด ดิฉันได้ไปรักษาทางด้านจิตใจ ต่อมาก้อนเม็ดที่คอได้หายไป ทุกวันนี้ค่าของผลเลือด CEA-153 ของดิฉันอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือมีค่าอยู่ระหว่าง 15-21
 
      สิ่งที่สี่ ดิฉันสนใจดูแลตนเองและพักผ่อนมากขึ้น โดยเลิกงานสอนพิเศษ ลดความอยากมีอยากเป็นหรือความโลภนั่นเอง คิดว่าการหาเงินมาไว้ถ้าไม่มีโอกาสได้ใช้ก็ไม่มีประโยชน์ ลดความเครียดในงาน สิ่งของและบุคคลต่างๆ คิดทั้งด้านบวกสิ่งที่ดี และด้านลบสิ่งที่ไม่ดี ของสิ่งของหรือบุคคลนั้นๆ และเห็นว่าการมีและใช้ชีวิตในทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เป็นหนทางแห่งความสุขอย่างแม้จริง และได้นำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต
 
        สิ่งที่ห้า ดิฉันรับรู้ความรู้สึกในความห่วงใยของบุคคลในครอบครัวมากขึ้น ทุกคนเป็นห่วงดิฉันให้สติและกำลังใจมากขึ้น คุณพ่อช่วยนั่งสมาธิเพื่อแผ่บุญกุศลให้ท่านเจ้ากรรมนายเวร คุณแม่สวดมนต์ขอให้คุณพระคุ้มครองให้หายเร็ว พี่สาวพี่สะใภ้ให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวและทำอาหารอร่อยๆ มาให้ทาน พี่ๆ น้องๆ เพื่อนที่ทำงาน มอบและให้สิ่งที่ดีแก่ดิฉันซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจลืมได้ และในที่นี้รวมถึงคุณหมอทุกท่านด้วย

          จากประสบการณ์ครั้งนี้บอกฉันว่า “กำลังใจ” เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดที่ผู้ป่วยควรมี และได้รับจากบุคคลในครอบครัว หรือการสร้างขึ้นมาให้แก่ตนเองจากคำกล่าวว่า “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” ฉันอยากให้ผู้ป่วยทุกท่านสร้างขึ้นให้แก่ตัวเองด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งดิฉันมีวิธีการให้ ได้แก่ การคิดว่าเราป่วยเป็นโรคในขณะนี้นั้นดี เพราะอายุยังไม่มากและพอช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าเป็นตอนอายุน้อยหรืออายุมาก ร่างกายอาจไม่แข็งแรงพอที่จะได้รับยาเคมี และดิฉันยังได้เอารูปของท่านผู้บริหารหญิงคนหนึ่งซึ่งได้ป่วยและหายเป็นปกติแล้วมาติดไว้ที่กระจกโต๊ะเครื่องแป้ง และบอกตัวเองว่าต้องอดทนต้องหายป่วยและต้องมีสุขภาพดีเหมือนท่าน
ส่วนในเรื่องการคิดจะคิดในทางที่ดีและเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตัวเองหรือผู้อื่น ไม่โทษผู้ใดหรือสิ่งใด มีการสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำใจให้สงบอยู่กับปัจจุบัน ใช้คติธรรมสอนใจ รวมทั้งการได้รับกำลังใจจากบุคคลในครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนร่วมงานเป็นสิ่งที่จำเป็นและทำให้ดิฉันได้ผ่านวิกฤตของชีวิตในครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะพี่ๆ และเพื่อนร่วมงานได้นำหนังสือธรรมะมาให้อ่าน รวมทั้งการได้ศึกษาด้วยตนเอง กำลังใจทางธรรมะจากการไปวัดเพื่อสะเดาะเคราะห์ก็เป็นทางหนึ่งที่เปลี่ยนความทุกข์ในขณะนั้นได้ ซึ่งฉันได้รับและสัมผัสได้ด้วยตนเอง อีกสิ่งหนึ่งคือการแลกเปลี่ยนและได้รับความรู้จากเพื่อนผู้ป่วยด้วยกัน ดิฉันได้รับกำลังใจจากเพื่อนหลายท่านที่เคยเป็นและนำประสบการณ์มาปรับใช้ รวมทั้งเรื่องยาน้ำสมุนไพรจีนเทียนเซียนที่ดิฉันได้รู้จากคุณพี่วลี เลิศวิเศษกุล ซึ่งได้แนะนำให้ทาน ซึ่งดิฉันได้ซื้อและทานทำให้ร่างกายสดใสแข็งแรง
 
      ประการสุดท้าย ดิฉันคิดว่าการอยู่ในสังคมต้องมีการดูแลช่วยเหลือและแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่กัน ทั้งการดูแลการช่วยเหลือการแบ่งปันสิ่งดีๆ ที่ดิฉันได้รับจากการป่วยครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ฉันได้ตั้งใจว่าจะนำคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า โดยใช้ทางสายกลางหรือมรรค์มีองค์ 8 มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต อีกทั้งจะให้การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ทำกุศลให้แก่สังคมและส่วนรวมมากขึ้นเท่าที่โอกาสอำนวย ในทุกวันนี้หากดิฉันได้พบเห็นผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมี ก็อยากเข้าไปแนะนำและให้ประสบการณ์ของตัวเองแก่บุคคลเหล่านั้นให้คลายความทุกข์ใจ บทความนี้ก็เป็นทางหนึ่งซึ่งขอขอบคุณชมรมมา ณ ที่นี้
 
     นี่คือประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งที่ไม่สามารถหาและลืมได้ ซึ่งดิฉันอยากให้เป็นบทเรียนและเป็นกำลังใจกับผู้ป่วยหรือบุคคลทั่วๆ ไปที่ยังไม่ป่วยได้นำไปใช้ในการดูแลตนเองหรือบุคคลที่รู้จัก เพื่อเป็นแนวทางในการรักษา ซึ่งปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งมีหลายทางทั้งทางการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนทางเลือก ได้แก่ การใช้ยา อาหาร สมุนไพร การรับประทานอาหารไบโอติก วารีบำบัด ดนตรีบำบัด การฝึกสมาธิ โยคะ ชี่กง การทำดีท๊อกซ์ เป็นต้น การเข้าร่วมกิจกรรมพบปะผู้มีประสบการณ์ที่จัดโดยหน่วยงานต่างๆ การใช้หลักธรรมะหรือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งท่านสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมหรือใช้การผสมผสาน ในความเห็นของดิฉันเห็นว่าทางสายกลางขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้า เป็นทางสายเอกสำคัญที่จะช่วยปรับทุกข์กายและทุกข์ในที่เกิดขึ้นให้บรรเทาและหายไปได้ ขอให้ท่านได้เลือกนำไปปรับใช้กับตนเอง เพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างสุขภาพดี เป็นที่รักของครอบครัว และเพื่อช่วยเหลือสังคมและประเทศต่อไป
 
   สิ่งที่ท่านผู้ป่วยหรือญาติควรระลึกอยู่เสมอ คือ ทุกคนย่อมมีวันที่ฟ้ามืดมัวฝนคะนอง แต่หลังวันนั้นพ้นไปแล้วฟ้าย่อมสว่างสดใสอีกครั้ง จึงขอเป็นกำลังใจให้ท่านไม่ท้อแท้หรือสิ้นหวัง และจงเติมพลังใจให้เข้มแข็ง เพื่อต่อสู้ให้วันที่ฟ้ามืดผ่านพ้นไปได้โดยเร็ว จงใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ท้ายนี้ขอกล่าวว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา และขอให้ทุกท่านโชคดี

 



ลิงค์ที่น่าสนใจ