บุญใหญ่อย่างง่าย
VIEW: 7694

 

บุญใหญ่อย่างง่าย
 

      
       การทำบุญเป็นเรื่องของใจเป็นสำคัญ บุญไม่ใช่ของที่แตะต่อกันไปได้ แต่อยู่ที่กาย วาจาและใจของเราเป็นสำคัญ คนทำบุญมีเพียงคนเดียว ที่เหลือพนมมือนึกอนุโมทนาก็ได้บุญทั่วกันหมด ไม่ต้องใช้สื่อในการแตะตัวกันในทุกกรณี

       บุญใหญ่ เป็นชื่อที่เรียกกันทั่วไป นั่นก็ได้บุญใหญ่ นี่ก็ได้บุญใหญ่ จึงขอนำมาใช้บ้าง ความจริงที่ถูกต้อง บุญใหญ่นั้นที่ยากก็มี ที่ทำง่ายก็มี พระพุทธองค์ตรัสไว้บางแห่ง คือ ต้องมีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย และเห็นความเกิดดับเป็นอริยะแล้ว นั่นคือเป็นอริยบุคคลแล้ว หรืออีกประการคือได้เข้าเจโตสมาธิ อันไม่มีประมาณ แต่ในเรื่องการทำทานก็มีวิธีการเช่นกัน  

       บุญทำได้ 10 วิธี 
ได้แก่ ให้ทาน ศีล เจริญภาวนา มีความถ่อมตนสุภาพอ่อนน้อม ขวนขวายในกิจการที่ชอบ คือในการงานที่เป็นบุญ ให้ส่วนบุญหรือนำบุญมาฝากมาบอก รับส่วนบุญหรืออนุโมทนาในบุญที่เขาทำมา ฟังธรรม  แสดงธรรม  มีความเห็นที่ถูก เช่น เชื่อในบาปบุญคุณโทษก็ได้บุญ

       ส่วนมากพอพูดเรื่องบุญ เราก็มักไปคิดถึงแต่การทำทาน พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ “ทานเป็นของพิเศษ จะมีผลมาก เมื่อ วัตถุทานที่ให้บริสุทธิ์ เจตนาที่ให้บริสุทธิ์ และผู้รับมีศีลบริสุทธิ์”   พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงสอนว่า บุญขึ้นกับปริมาณของทาน ไม่เคยทรงสอนว่า ทำทานมากได้บุญมาก ยิ่งให้มากยิ่งได้มาก ทรงสอนแต่ว่าให้หมั่นทำทานบ่อยๆ และถ้าจะทำทานให้ได้บุญใหญ่แบบประมาณไม่ได้ ต้องมีองค์ประกอบ 6 ประการ  คือ

       - ผู้ให้ทาน ต้องมี 3 ประการ คือ เป็นผู้ดีใจที่จะได้ทำทาน กำลังให้ทานอยู่ก็มีจิตให้เลื่อมใส  ครั้นให้ทานแล้วย่อมปลื้มใจ
       - ผู้รับทาน ต้องมีอีก 3 ประการ คือ เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือกำลังทำความเพียรปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือกำลังทำความเพียรปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือกำลังทำความเพียรปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ
       ในพุทธพจน์ตรงนี้พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่าเป็นห้วงบุญห้วงกุศลที่นับไม่ได้ประมาณไม่ได้ เป็นกองบุญใหญ่ เปรียบเหมือนการถือเอาประมาณแห่งน้ำในมหาสมุทร แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังสู้บุญที่เกิดจาก ถวายสังฆทานไม่ได้ ซึ่งจะกล่าวต่อไป
 พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ถ้าจะให้ได้โภคทรัพย์มาก มีความมั่งคั่ง ต้องทำทาน ประกอบด้วย 5 ประการคือ ทำด้วยศรัทธา ด้วยความเคารพ ตามกาลเวลาที่เหมาะสม ด้วยจิตอนุเคราะห์ คืออยากให้เขาได้รับแล้วมีความสุข และไม่กระทบตนและผู้อื่น5 คือทำแล้วไม่ไปข่มคนอื่นว่า ฉันทำมากกว่า ทำนองนี้

       พระพุทธองค์ยังทรงสอนอีกว่า ถ้าหวังผลในทาน จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นต้น คือต่ำสุด ดังนั้นอย่าหวังผลว่าเราจะรวยเป็นเศรษฐีเหมือนคนนั้นคนนี้ แต่ถ้าทำทานเพื่อเป็นการปรุงแต่งจิต (จิตเราดีขึ้น ได้ละความตระหนี่ จิตก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ให้ ไม่หวังแต่ได้ ไม่เห็นแก่ตัว) จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุด อันนี้มาจากพุทธพจน์ คือ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนจริงๆ ผู้เขียนเห็นว่า อีกประการที่ดีเช่นกันคือ ทำทานด้วยความเมตตา อยากให้เขามีความสุข เพราะเมตตามีอานิสงส์มากที่สุดยิ่งกว่าการทำทานเสียอีก ดังนั้นการให้เงินแก่ขอทาน แก่เด็กยากจน กลับมีอานิสงส์มากอย่างที่ประมาณในบุญนี้ไม่ได้เลย เพราะเป็นทานที่พ่วงด้วยเมตตาจิตนั่นเอง

       ในบรรดาทานทั้งหลาย ทานที่ถวายแด่องค์พระพุทธเจ้ามีอานิสงส์มากประมาณไม่ได้ ยิ่งกว่าให้พระอรหันต์เป็นร้อยองค์ แต่ทรงสอนอีกว่า การถวายสังฆทานแก่พระภิกษุสงฆ์โดยรวม มีอานิสงส์ไม่แพ้ทานที่ให้ส่วนตัวแก่บุคคลใดๆ (รวมทั้งให้แก่พระองค์เอง ) ดังนั้นต่อไปจะให้ทาน ก็ไม่จำเป็นที่จะให้โดยคิดว่าต้องให้องค์นั้นองค์นี้จึงจะได้บุญมากที่สุด เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนว่า ถ้าจะถวายทานแก่พระภิกษุ ต้องเป็นสังฆทานจึงมีอานิสงส์ที่สุด พุทธพจน์เป็นหนึ่งไม่มีสอง ตรัสอย่างไร ต้องเป็นอย่างนั้นจริง ใครจะมาแย้งไม่ได้ เป็นบาปเป็นกรรมอย่างมาก

       พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ทั้งหมดของการให้ทาน ก็ยังมีบุญใหญ่สู้การเลื่อมใสในพระรัตนตรัยไม่ได้ ดังนั้น เราสวดมนต์ก่อนนอนเพื่อแสดงความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเช่น ว่า นะโมตัสสะ... หรือสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ มีอานิสงส์ยิ่งกว่าการทำทานอีก จึงควรทำทุกคืนหรือทุกเช้าด้วยยิ่งดี หรือจะสวดทำวัตรเช้าเย็นยิ่งดีใหญ่

      
พระพุทธองค์ยังทรงสอนอีกว่า ทั้งหมดของการให้ทาน การสวดมนต์หรือการแสดงความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และทั้งหมดนี้ ก็สู้การมี ศีลห้าไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหก ไม่ดื่มสุรา มีอานิสงส์มากกว่า แพ้อยู่สองอย่างคือ ความเมตตามีอานิสงส์มากกว่าศีลห้า แต่ทั้งหมดยังไม่เท่าการเจริญสติหมวดอนิจสัญญา  คือ เห็นความเกิดดับ ความไม่เที่ยง ของสังขารร่างกายจิตใจและสิ่งต่างๆ ของเรา ดังนั้น ถ้าเราหมั่นพิจาณาง่ายๆ เช่น พิจารณาในสิ่งที่ควรพิจารณาเนืองๆ  เช่น เรามีความแก่เป็นธรรมดาไม่อาจพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาไม่อาจพ้นความเจ็บไข้ไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดาไม่อาจพ้นความตายไปได้ เราต้องพลัดพรากของรักของชอบใจทั้งสิ้น เรามีกรรมเป็นของตน ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลนั้น การพิจารณา คือ การเจริญสติปัฏฐานสี่ หมวดธรรมะมีอานิสงส์ที่สุด พระพุทธองค์ตรัสว่า อาจทำให้ละสังโยชน์ หรือกิเลสที่ร้อยรัด ที่จะทำให้เราเกิดซ้ำซากไม่รู้จบ เมื่อละสังโยชน์ได้จะก้าวสู่ความเป็นอริยบุคคล อย่างหลังสุดนี้จึงเป็นบุญใหญ่ที่สุดอย่างเที่ยงแท้แน่นอน 

       จะเห็นว่าการทำบุญนั้นง่ายแสนง่าย ง่ายกว่าการละความชั่วมากนัก เพราะความชั่วนั้นมีความติดใจอยู่อย่างมาก ถ้าจะให้ดีที่สุด จะต้องละความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใสจากกิเลส  เช่น ด้วยการเจริญสติ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น บริกรรมภาวนา หรือ พิจารณาธรรมเพื่อให้จิตในผ่องใสจากกิเลส จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด 



รับข้อมูลเพิ่มเติมได้ฟรี คลิกที่นี่ หรือโทร 02-6640078
 



ลิงค์ที่น่าสนใจ