ชำระ....ล้างจิตให้ใสสะอาด
VIEW: 8943

ชำระ....ล้างจิตให้ใสสะอาด
 


 

        การที่ได้สงบจิตสงบใจไปนั่งในห้องพระ หรือการสวดมนต์ภาวนาก็เป็นแค่การทำจิตที่กำลังโกรธ หรือว้าวุ่นให้สงบลงเท่านั้น จะเห็นได้ว่าในวันหนึ่งๆ จิตของเราไม่ได้หยุดนิ่ง  เราใช้พลังงานในรูปความคิด มีสภาพของจิตที่แปรปรวนไม่หยุดนิ่ง  คิดระลึกเรื่องในอดีต คิดถึงอนาคต การสัมผัสในรูปแบบ รูป รส กลิ่น เสียง นำพาให้เกิดความรู้สึกซึ่งจิตจะเป็นตัวรับรู้และออกคำสั่งตลอดเวลา  อารมณ์ของผู้ครองจิตแต่ละคนล้วนแปรปรวน วันหนึ่งๆ อาจมีหลายอารมณ์ เช้ามีความสุข   บ่ายมีความทุกข์  เย็นมีความโกรธ  อารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ ย่อมผันผวนไปตามเหตุการณ์ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต  ถ้าผู้ครองจิตคนใด มีอารมณ์หวั่นไหว  ขาดความสงบ ย่อมหาความสุขได้ยาก

       พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัล) วัดอัมพวัน เคยกล่าวไว้ว่า การจะล้างจิตให้สะอาด ทำได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น  ซึ่งข้อนี้เป็นการปฏิบัติที่ให้ผลโดยรวม  แต่ถ้าจะชะล้างจิตให้สะอาดเป็นเรื่องๆ ไป โดยกระทำทุกครั้งที่จิตเกิดหวั่นไหว เพราะความโกรธ ความโลภ ความเศร้าโศก  พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนให้กำหนดจิตไว้ตรงลิ้นปี่ (อยู่ประมาณกลางหน้าอก ระหว่างลูกกระเดือกกับสะดือ)  หลับตาทำสมาธิ  หายใจเข้าออกลึกๆ ยาวๆ  ถ้าเกิดจากความทุกข์ก็ให้ภาวนาว่า ทุกข์หนอๆๆๆๆๆ  ถ้าเกิดจากความโกรธ เมื่อมีคนมาให้ร้ายเรา ก็ให้ภาวนาว่ารู้หนอๆๆๆๆๆๆ  หรือ โกรธหนอๆๆๆๆๆ อย่างน้อยให้ทำนานสักครึ่งชั่วโมง  ถ้าผู้ใดเป็นผู้คล่องแคล่วในการปฏิบัติก็จะเร็วกว่านั้น เมื่อปฏิบัติไปสักพัก  ความรู้สึกโกรธหรือความทุกข์ของท่านก็จะคลี่คลายหายไปในที่สุด และมีความสุขเข้ามาแทนที่  นี่คือการล้างจิตให้สะอาดเป็นเรื่องๆ ไป  หลวงพ่อสอนไว้ว่า  “จำไว้นะ ถ้าตายขณะโกรธจะไปทางเดียวนะ นรก ถ้าตายขณะเกิดความโลภ จะไปเกิดเป็นเปรต ขณะเกิดโทสะร้ายแรง จิตจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ถ้าตายในขณะนั้นจิตของตนเองนั่นแหละจะพาไปนรกทันที”

          การชำระล้างจิตใจให้ใสสะอาดอีกวิธีหนึ่ง คือ การนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นการรวบรวมพลังจิตทำให้จิตมีพลังนั่นเอง หลังจากจิตสะอาดแล้ว พลังจิตที่ถูกขับออกมาจะเป็นกระแสคลื่นของความร่มเย็น นอกจากจะได้ผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสุขแล้ว  ยังทำให้คนใกล้ชิดมีความสุขด้วย  ดร.อาจอง  ชุมสาย  เคยกล่าวไว้ว่า ในการแผ่เมตตาให้ผู้ป่วย  สามารถทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้  ซึ่งหลังจากการนั่งสมาธิ จิตใจจะใสสะอาดบริสุทธิ์ เกิดเป็นพลังความเมตตา เมื่อเราแผ่เมตตาไปให้ใครหรือให้โดยส่วนรวมไม่เจาะจงก็ตาม  พลังแสงแห่งความเมตตานี้จะเป็นพลังแสงที่มีสีขาวสะอาด  พุ่งออกไปจากจุด 3 จุด คือ  แถวหัวใจและฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง  ขณะแผ่เมตตาควรหลับตา  และอธิษฐานจิตโดยใช้ความคิดของเราช่วย เพราะแรงอธิษฐานของเราจะช่วยนำพลังนี้ไปถึงจุดที่เราต้องการแผ่ไปให้ถึง

       ดร.อาจอง ท่านได้ศึกษามาแล้วว่า ความคิดนั้นเป็นพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งมีอำนาจมาก ถ้ามีผู้ใดมีจิตใจแน่วแน่เป็นสมาธิ  ความคิดของเขาก็จะมีพลังมาก ถ้าเขาคิดไปในทางที่ดี จิตใจเต็มไปด้วยความเมตตา เขาก็จะส่งพลังนี้ออกไปในโลกทำให้พลังของความคิดดีขึ้น คนอื่นๆ ก็จะสามารถรับความคิดเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ในการแผ่เมตตา เราสามารถช่วยให้คนอื่นมีความสุขได้จริง แต่จิตจะต้องแน่วแน่พร้อมที่รู้วิธีแผ่พลังออกไป จะช่วยให้พลังเกิดขึ้นได้มาก เราควรจะแผ่เมตตาให้บ่อยที่สุด หลังจากปฏิบัติสมาธิแล้ว ควรจบด้วยการแผ่เมตตา เพื่อจะให้ผลดี ควรปฏิบัติทุกวัน การแผ่เมตตาเป็นการให้ความสุข และไม่ควรแช่งด่าใครในใจ เพราะจะมีคลื่นพุ่งออกไปยังบุคคลที่เราเกลียด ทำให้เขาหงุดหงิด จิตใจฟุ้งซ่าน อาจปวดศีรษะ ซึ่งจะเป็นบาปด้วยเหมือนกัน เพราะการคิดให้ร้ายเป็นผลให้จิตเปลี่ยนเป็นสีดำ เราจึงควรพยายามทำจิตของเราให้สงบ มีความคิดที่ดี มีความเมตตากรุณา เราต้องตัดความคิดที่ไม่ดีออก อย่าโกรธผู้อื่น หรือคิดร้ายใครในใจ พลังที่มีเจตนาร้าย ก็จะสามารถทำร้ายได้ทั้งกายและใจ พลังทุกชนิดที่ออกไปจากตัวเรา ในที่สุดก็จะวกกลับมาถึงตัวเรา  ถ้าเป็นพลังที่ดีพลังนั้นจะกลับมาช่วยให้เรามีความสุข  แต่ถ้าเป็นพลังที่ไม่ดี มันก็จะกลับมาทำร้าย ให้เราเกิดความทุกข์ทรมานได้เช่นเดียวกัน



รับข้อมูลเพิ่มเติมได้ฟรี คลิกที่นี่ หรือโทร 02-6640078
 



ลิงค์ที่น่าสนใจ